บทสรุปเชิงผู้บริหาร
อนึง่ มีการเปรียบเทียบความแตกต่างของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพุทธศักราช ๒๕๕๐
กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พบว่า แม้สทิ ธิจะเกิดขึน้ มาก่อนรัฐและรัฐมีหน้าทีต่ อ้ งเคารพ คุม้ ครองและด�ำเนินการให้สทิ ธิดงั กล่าว
เกิดขึน้ จริง แต่ทว่า ด้วยเหตุของความพยายามในการบริหารจัดการให้เกิดสิทธิตา่ ง ๆ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๖๐ จึงบัญญัตใิ นลักษณะสิทธิทรี่ ฐั ท�ำให้เกิดขึน้ เป็นส�ำคัญมากกว่า โดยแม้วา่ จะบัญญัตใิ ห้มกี ารกระจายอ�ำนาจและการบริหาร
จัดการในระดับย่อย และคณะรัฐมนตรีตอ้ งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึง่ ต้องสอดคล้องกับหน้าทีข่ องรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และ
ยุทธศาสตร์ชาติ และผูม้ สี ทิ ธิเลือกตัง้ จ�ำนวนไม่นอ้ ยกว่าหนึง่ หมืน่ คนสามารถเข้าชือ่ เสนอกฎหมายตามหมวดสิทธิและเสรีภาพของ
ปวงชนชาวไทย หรือหมวดหน้าทีข่ องรัฐได้ แต่เพือ่ ให้การส่งเสริมและคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนเป็นจริง และมีความยัง่ ยืน จึงจ�ำเป็นที่
จะต้องมีกระบวนการส่งเสริม และรับประกันให้ประชาชนในฐานะผูท้ รงสิทธิสามารถมีสว่ นร่วมในกระบวนการต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 19
บทสรุป
ปฏิบตั จิ ริง จึงก�ำหนดสิทธิเสรีภาพบางประการไว้ในหมวดหน้าทีข่ ��งรัฐ เพือ่ ท�ำให้สทิ ธินนั้ เกิดขึน้ จริงในทางปฏิบตั โิ ดยก�ำหนด
ให้เป็นหน้าทีข่ องรัฐทีต่ อ้ งด�ำเนินการและก่อให้เกิดสิทธิของประชาชนและชุมชนในการติดตามเร่งรัดให้รฐั ด�ำเนินการ รวมถึงฟ้องร้อง
หน่วยงานของรัฐทีเ่ กีย่ วข้องหากไม่มกี ารด�ำเนินการดังกล่าว ดังนัน้ จึงเขียนหมวดหน้าทีข่ องรัฐเพิม่ เติมเพือ่ เป็นหลักประกันว่า
รัฐต้องปฏิบตั ติ ามทีร่ ฐั ธรรมนูญบัญญัตไิ ว้ และเพือ่ ท�ำให้สทิ ธิของประชาชนอันทีจ่ ะได้รบั ประโยชน์จากรัฐเกิดขึน้ อย่างแท้จริง
หมวดหน้าทีข่ องรัฐเป็นเรือ่ งหลักการส�ำคัญและจ�ำเป็น ซึง่ รัฐจะต้องด�ำเนินการให้ครบถ้วนโดยเหมาะสมกับสถานะทางการเงินและ
การคลังของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีหมวดปฏิรปู ประเทศ เพือ่ ขจัดความขัดแย้งและลดความเลือ่ มล�ำ้ ในสังคม โดยก�ำหนดให้
ต้องจัดท�ำกฎหมายว่าด้วยแผน และขัน้ ตอนการปฏิรปู ภายใน ๑๒๐ วัน และให้เริม่ ด�ำเนินการตามแผนในการด�ำเนินการปฏิรปู
ประเทศภายใน ๑ ปี นับแต่วนั ประกาศใช้รฐั ธรรมนูญนี้