5. บทบาทในการท�ำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและองค์กรอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ (Relationship with Stakeholders and Other Bodies) โดยต้องท�ำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐสภา หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศอืน่ ๆ หน่วยงานในกระบวนการยุตธิ รรม เช่น ศาล ฯลฯ และกลุ่มองค์การเอกชน (NGOs) และภาคประชาสังคม เนื่องจากจะเป็นกลุ่มที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง ได้มากที่สุด ทั้งนี้ การด�ำเนินการต้องคงความเป็นกลางและไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมุ่งเน้นที่จะน�ำเสนอจุดยืน ที่อยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรรักษาสมดุล (Balance) ของการปฏิบัติหน้าที่หลักทั้ง 5 ด้านอย่าง เหมาะสม ตามทรัพยากรที่จ�ำกัด และล�ำดับความส�ำคัญตามยุทธศาสตร์และสถานการณ์ของประเทศ อย่างไรก็ดี ในช่วงความขัดแย้งหรือสถานการณ์ทางการเมือง สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาจมีบทบาทอย่างมาก ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้น บทบาท ดังกล่าวอาจหมายรวมถึงความพยายามที่จะส่งเสริมการเจรจาระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีการโต้แย้งหรือต่อสู้กัน หรือการ ส่งเสริมการจัดตั้งและขยายตัวของกลไกการสร้างสันติภาพระหว่างตัวแทนชุมชน หรือการส่งเสริมให้มีการยอมรับ และ การประนีประนอมในประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้ง เพื่อให้การด�ำเนินการตามบทบาททั้ง 5 มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการส�ำนักงานควรเกิดขึ้นทันทีหลังจาก ที่มีการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นในกฎหมาย ทั้งนี้ ควรมีองค์ประกอบอย่างน้อยดังนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่ส�ำคัญ ต้องประกอบด้วยสถานที่และการเดินทางที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงมีการก�ำหนดการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม การพัฒนาองค์กร ต้องมีการก�ำหนดคุณสมบัติผู้น�ำ โครงสร้างองค์กร การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การวางแผนทรัพยากรบุคคล และการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ ทรัพยากรทางการเงิน ต้องมีการก�ำหนดห��ักเกณฑ์และวิธีในการจัดท�ำงบประมาณจากรัฐบาล อย่างอิสระ รวมถึงกระบวนการในการบริหารการเงิน และการประสานความร่วมมือของผู้บริจาค 7 มาตรฐานและแนวทางการด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

Выберите целевой абзац3