รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
การซ้ อ มทรมาน และการสู ญ หายโดยถู ก บั ง คั บ กสม. ได้ รั บ เรื่ อ งร้ อ งเรี ย นเกี่ ย วกั บ การทรมานบุ ค คล โดยที่ บางกรณี
ในด้านการติดตามค้นหาบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย เช่น กรณี
ของนายพอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ และนายสมชาย นีละไพจิตร
ซึ่งสูญหายไปโดยไม่ทราบชะตากรรมและอาจมีความเกี่ยวข้องกับ
การใช้อ�ำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าที่
ชัดเจนแต่อย่างใด ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา
ระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหาย
สาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) และมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ
ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สญ
ู หาย
พ.ศ. .... เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ แล้วก็ตาม ทัง้ นี้
รัฐควรเร่งพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว และด�ำเนินการ
ให้มีการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งแก้ไขปรับเปลี่ยนกฎหมาย
หรือแนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา
ระหว่ า งประเทศที่ ไ ทยลงนามหรื อ เป็ น รั ฐ ภาคี รวมทั้ ง
การให้ ค วามรู ้ เ รื่ อ งกฎหมายฉบั บ นี้ ต ่ อ เจ้ า หน้ า ที่ ข องรั ฐ
อย่างต่อเนื่องและให้ได้ประสิทธิผลในการป้องกันการทรมาน
และการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ
กรณีโทษประหารชีวิต ในสังคมที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นสองแนวทางว่า ควรยกเลิกโทษประหารชีวิต หรือยังคงมีโทษ
ประหารชีวิตนั้น ยังคงไม่มีค�ำตอบตายตัวว่าโทษประหารชีวิตจะยังคงมีอยู่หรือถูกยกเลิกไป ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีนักโทษที่ได้รับโทษ
เด็ดขาดประหารชีวิต โดยในปี ๒๕๕๘ มีจ�ำนวนนักโทษประหารชีวิตทั้งสิ้น ๘๖ คน เป็นชาย จ�ำนวน ๘๑ คน และเป็นหญิง จ�ำนวน ๕ คน
แต่ในทางปฏิบัตินับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตนักโทษแต่อย่างใด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สะเทือน
ขวัญต่อความรู้สึกของประชาชน ความคิดที่ต้องการให้โทษประหารยังคงมีอยู่ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในบางกรณีก็มีการรณรงค์
ให้มีการเพิ่มโทษประหารชีวิตในบางฐานความผิด๙
๘ ๑) ค�ำร้องที่ ๑๔/๒๕๕๒ ตามค�ำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๒ เจ้าหน้าที่ทหารและต�ำรวจ สถานีต�ำรวจภูธรหนองจิก ได้ตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในต�ำบลโปโละปุโย อ�ำเภอ
หนองจิก จังหวัดปัตตานี และจับกุมผู้เสียหายกับพวกรวมสามคนไปควบคุมและสอบสวนที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่สอบสวนได้บังคับให้ดื่มน�้ำคล้ายน�้ำมัน
ท�ำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ต่อมา ถูกสอบสวนอีกครั้ง ตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ ถึง ๐๓.๐ น. รวมเป็นเวลา ๑๐ ชั่วโมง โดยไม่ได้พัก
๒) ค�ำร้องที่ ๒๑๔/๒๕๕๓ ตามค�ำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๓ ผู้เสียหายถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับและควบคุมตัวไปไว้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ได้ถูกเจ้าหน้าที่ท�ำการสอบสวน
ในห้องที่มีอุณหภูมิเย็น และเจ้าหน้าที่ได้ใช้กระดาษม้วนแล้วฟาดที่ศีรษะ มีรอยฟกช�้ำที่บริเวณข้อมือ และถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ว่าหากไม่รับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบ
จะถูกท�ำร้ายร่างกาย
๓) ค�ำร้องที่ ๒๓๖/๒๕๕๘ ตามค�ำร้องสรุปว่า ผูเ้ สียหายซึง่ เป็นผูต้ อ้ งขังคดีระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ในความผิดเกีย่ วกับยาเสพติด และได้รอ้ งเรียนต่อ กสม. ผ่านเรือนจ�ำซึง่ ตนถูกคุมขัง
เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๘ ว่า ก่อนถูกด�ำเนินคดี ถูกเจ้าหน้าที่ต�ำรวจจับกุมตัวในที่สาธารณะ และถูกน�ำตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่งและถูกซ้อมทรมานร่างกาย โดยการใช้เครื่องช็อตไฟฟ้า
ตามร่างกาย ใช้ถุงด�ำคลุมศีรษะและรัดที่ล�ำคอเพื่อให้ผู้เสียหายขาดอากาศหายใจ รวมทั้งถูกบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหายท�ำแผนประกอบค�ำรับสารภาพในความผิดที่ถูกจับกุม
๔) ค�ำร้องที่ ๔๖๑/๒๕๕๘ ตามค�ำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ ผู้เสียหายถูกเจ้าหน้าที่ต�ำรวจจับกุมตัวเพื่อด�ำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งในการจับกุมผู้เสียหายไม่ได้ขัดขืน
แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้น�ำตัวผู้เสียหายไปยังที่ท�ำการ และร่วมกันท�ำร้ายร่างกายผู้เสียหายด้วยการเตะบริเวณล�ำตัวหลายครั้ง และใช้ไฟฟ้าช็อตตามร่างกาย
๙ ดูรายละเอียดได้ที่ <http://women.kapook.com/view92695.html> (เข้าดู ณ วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙)
10
บทที่ ๒ ภาพรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
มี ก ารกล่ า วอ้ า งว่ า เป็ น การกระท� ำ โดยเจ้ า หน้ า ที่ รั ฐ ประกอบกั บ จากการพิ จ ารณาเรื่ อ งร้ อ งเรี ย น พบว่ า มี ก ารกล่ า วหาว่ า เจ้ า หน้ า ที่
ทหารและเจ้ า หน้ า ที่ ต� ำ รวจกระท� ำ ทรมานและมี ก ารปฏิ บั ติ ห รื อ การลงโทษอื่ น ที่ ไ ร้ ม นุ ษ ยธรรมต่ อ ผู ้ ต ้ อ งสงสั ย หรื อ ผู ้ ต ้ อ งขั ง
ในขั้ น ตอนต่ า ง ๆ เช่ น ขั้ น ตอนการปิ ด ล้ อ ม ตรวจค้ น การจั บ กุ ม ตั ว และการเชิ ญ ตั ว การควบคุ ม ตั ว และการสอบสวน
หรือการซักถาม๘ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง เป็นต้น