จัดการทรัพยากรดิน น้า ป่าเขา พบว่าล้วนเป็นปัญหาการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรระหว่างรัฐสวน
กลางกับท้องถิ่นที่ส่วนทางกันหรือระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับกลุ่มอิทธิพลภายนอกที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง
หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ด้วยกันเอง โดยงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงระบบคิดว่าด้วย
เรื่องสิทธิในสังคมล้านนานั้นมีความแตกต่างหลากหลายและกาลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัตท่ามกลาง
สถานการณ์การโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิเหนือทรัพยากร (อรุณรัตน์และคณะ, ๒๕๔๖) ด้านอานาจรัฐและ
กลไกรัฐไม่อาจเป็นทางออกหรือเป็นที่พึ่งพาที่ไว้ใจได้ของชุมชนพหุชาติพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิมได้อีกต่อไป
และเห็นว่าสังคมเอเชียถึงจัดวิกฤตที่จะต้องมีการจัดระเบียบสังคมใหม่ที่ด้านหนึ่งไม่อาจปฏิเสธระบบโลก
ใหม่ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ตกอยู่ในกระบวนการดิ้นรนต่อสู้เพื่อพิทักษ์ “สิทธิของผู้อยู่มาก่อน” และบาง
แห่งต้องถึงกับเอาชีวิตเป็นเดิมพัน (ชลธิรา สัตยาวัฒนาและคณะ, ๒๕๔๖)
ดังนั้นสิทธิชุมชนในแง่นี้จึงหมายถึง การที่ชุมชนมีสิทธิจัดการทรัพยากร ทั้งที่เกิดขึ้นเองตาม
ธรรมชาติและที่ไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพื่อดารงไว้ซึ่งการอนุรักษ์การฟื้นฟูตลอดจนการจัดการเพื่อ
การดารงอยู่อย่างยั่งยื นโดยสามารถต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากกลไกของรัฐ ที่เข้ามาแทรกแซงอย่างแยบยล
และสามารถต่อสู้และดารงอยู่ได้ อย่างเป็นธรรมและสันติอีกทั้งการแก้ปัญหาด้วยสิทธิชุมชนนั้นยังต้อง
อาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนเอง เพื่อผลักดันให้เป็นเหมือนธรรมนูญทางวัฒนธรรมที่สามารถแก้ไข
การถูกอานาจรัฐเข้ามาครอบงา อีกทั้งการบริหารจัดการจาเป็นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขบริบทของสังคม
วัฒนธรรมและประวิติศาสตร์ด้วยซึ่งจะสามารถเป็นส่วนช่วยให้พลังของชุมชนมีความเข้มแข็ง อีกทั้งยัง
จะมีส่วนช่วยให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้าได้เป็นบันไดขั้นสาคัญที่จะนาไปสู่สัง คมที่เป็นทั่วถึงและ
เป็นธรรมต่อไป (พงศ์เสวกและนวพร, ๒๕๕๓)
จะเห็นได้ว่าสิทธิชุมชนกับประเด็นการจัดการทรัพยากร ประกอบด้วยมิติของความหมายอัน
หลากหลาย อย่างน้อยในสี่มิติ (อานันท์, ๒๕๖๐) ได้แก่
มิติที่หนึ่ง สิทธิชุมชนในมิติของสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและบริบทสังคมที่มี
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่ร่วมกัน เช่น เมืองไทยที่มิได้มีเพียงวัฒนธรรมไทยหรือวัฒนธรรมใด
วัฒนธรรหนึ่งเท่านั้น จึงไม่อาจนาเอาวัฒนธรรมหนึ่งใดไปใช้ออกกฎหมายบังคับกับคนต่างวัฒนธรรมได้
มิติที่สอง สิทธิชุมชนในมิติของการจัดการแบบมีส่วนร่วม จากที่ผ่านมาสังคมไทยยึดหลักการ
จัดการทรัพยากรในลักษณะเชิงเดี่ยวโดยหน่วยงานรัฐแต่กลับไม่ได้ทาให้สถานการณ์ด้านทรัพยากรดีขึ้น
แนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นจึงมีสาคัญในฐานะแนวคิดการจัดการทรัพยากรอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยเงื่อนไขแรก คือ การแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้า งกฎเกณฑ์และหลักการจัดการที่พิสูจน์ได้ว่า
ชุมชนสามารถดูแลจัดการทรัพยากรให้คงอยู่อย่างยั่งยืนได้ ไม่เพียงแต่ใช้หลักการเรื่องการอยู่อาศัยมาแต่
เดิมเท่านั้น สิทธิชุมชนในมิตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองหรือมีอยู่ตามจารีตดั้งเดิม แต่เป็นสิ่งที่ต้องร่วมสร้าง
ผสมผสานตามการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นแนวท���งในการช่วยเสริมการจัดการเชิงเดี่ยว ในมิตินี้หัวใจสาคัญ
คือการวางสิทธิชุมชนในฐานะสิทธิเชิงซ้อน พยายามให้ทุกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่แต่เพียงการมอง
บทบาทหรืออานาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากสิทธิชุมชนมีสิทธิอย่างอื่นซ้อนทับกันอยู่ ตัวอย่างเช่นการ
เสนอกฎหมายป่าชุมชนในอดีต ซึ่งใช้หลักการสิทธิชุมชน (เชิงซ้อน) พยายามจัดการการมีส่วนร่วมของ
แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าไม้ จึงต้องพิจารณาทั้งสิทธิความเป็นเจ้าของ สิทธิการใช้ประโยชน์ สิทธิ
การจัดการและสิทธิตรวจสอบถ่วงดุล สิทธิชุมชนจึงไม่ใช่ สิทธิหนึ่งเดียวที่เบ็ดเสร็จผูกขาดจากฝ่ายชุมชน
การใช้สิทธิชุมชนต้องแยกแยะสิทธิต่างๆ ออกมาเพื่อกระจายสิทธิแต่ละประเภทให้กับกลุ่มคนต่างๆ ที่
เกี่ยวข้องในการจัดการทรัพยากร
๑๙