สร้ างการปศุสั ตว์และสร้างพื้น ที่ ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต้นแม่น้า Kaerezi แต่ทางอุทยานแห่ งชาติกลับมี นโยบายการอนุรักษ์ กังวลเกี่ยวกับมลพิษที่ต้นน้า เน้นอพยพคนออกจากพื้นที่ พื้นที่ปัญหาก็อยู่ในพื้นที่ ของโครงการตั้งถิ่นฐาน แต่ก็อยู่ในส่วนของอุทยานฯ เกิดความไม่ชัดเจนในเรื่องอานาจหน้าที่ขึ้น จะเห็นได้ว่ามีการต่อสู้ในเชิงการให้ความหมายพื้นที่จากตัวละครต่างๆ ทั้งอุทยานฯ ชาวนา สมาคมตกปลาเทราท์ ฯลฯ รัฐเองพยายามแก้ไขปัญหาที่ดินโดยการออกโฉนด กาหนดแผนที่ อาณาเขต อย่างเป็นทางการ แต่ผู้นาท้องถิ่นอ้างสิทธิการได้รับมรดกตกทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ที่เรียกว่า rule the land การกาหนดเขตแดนต้องทาตามประเพณี ด้านอุทยานก็เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรไม่ให้ถูก ทาลาย แต่คนในท้องถิ่นกลับเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติควรนามาใช้ไม่ให้ถูกทาลาย ด้วยความเชื่อว่าทุก สิ่งเป็นประโยชน์ (things utilized) และทุกสิ่งสร้างสรรค์ (things created) มีการอ้างอิงถ้อยคาของคน เฒ่าคนแก่ในการโต้เถียงกัน ทรัพยากรธรรมชาติสาหรับคนท้องถิ่นจึงเชื่อมโยงกับจักรวาลวิทยาและ สานวนทางศาสนาหรือในฝ่ายชาวบ้านเองก็มีความแตกต่างหลากหลายในความคิด ผู้เขียนเน้นวิเคราะห์ ไปที่ความแตกต่างในความคิดการต่อต้านการขยายพื้นที่อุทยานของเพศชายกับเพศหญิง สาหรับผู้หญิง การประกาศพื้นที่อุทยานทาให้ขาดรายได้จากการหาฟืนและการนาต้นกกมาทางานหัตกรรม แต่สาหรับ ผู้ชาย ต้องการที่จะสร้างรั้งกั้นกันวัวหนีออกไป แต่ฝ่ายหญิงเห็นว่าเป็นการปิดโอกาสในการออกไปเก็บ ฟืนและเพาะปลูกในพื้นที่ดินแปลงเล็กๆ แต่ทั้งสองฝ่ายก็เห็นร่วมกันในการต่อต้านการอุทยาน ข้อสรุปสาคัญจากงานศึกษาในประเด็น เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในระบบไร่หมุนเวียน ชี้ให้เห็น ว่าในนความเป็นจริงการเกษตรแบบระบบไร่หมุนเวียนนั้นมีหลายรูปแบบ มีการปรับตัวและเปลี่ยนไป อย่างซับซ้อน ด้วยเงื่อนไขและแรงกดดันต่างๆ ทั้งจากปัจจัยภายในชุมชน ระบบเศรษฐกิจภายนอก ชุมชนและนโยบายรัฐ คนในชุมชนแต่ละแห่งมีการปรับตัวที่แตกต่างกันตามแต่ละบริบทและการปรับตัว ที่แตกต่างกันนี่เองได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ รวมถึงวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยงหรือป กาเกอะญอ ๒.๒ กฎหมำยและนโยบำยที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๑ ข้อผูกพันและพันธะกรณีระดับนำนำชำติ ประเทศไทยในฐานะภาคีของสหประชาชาติ มีข้อผูกพันและพันธะกรณีที่จะปฏิบัติต่อกลุ่มชาติ พันธุ์ต่างๆ ดังที่ ศราวุธ ปทุมราช (๒๕๔๘) ได้ศึกษาข้อกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง กับสิทธิชนเผ่าและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย๙ ได้แก่ - การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในกฏบัตรสหประชาชาติ ๒๔๘๘ ภายใต้วลี “การไม่เลือกปฏิบัติใน เรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษาหรือศาสนา” โดยในเดือนมกราคม ๒๔๙๐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เรียก ประชุมครั้งแรกและแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างเอกสารสหประชาชาติเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริ มสิทธิ มนุษยชน โดยแบ่งออกเป็น ๓ ชุด ชุดแรกจัดทาร่า งปฏิญญา ชุดที่สองจัดทาอนุสัญญาและชุดที่สาม สนธิสัญ ญาด้า นสิทธิมนุษ ยชนมีลักษณะเป็ นสนธิสัญ ญาพหุ ภาคี กล่า วคือ เป็ นสนธิสัญ ญาที่มีรัฐมากกว่าสองรัฐขึ้ นไปเข้ าเป็ นภาคี สนธิสัญญา ซึ่งกระบวนการในการทาสนธิสัญญามีหลายขั้นตอน นับตั้งแต่การเจรจา การให้ความยินยอมของรัฐเพื่อผู้พันตามสนธิสัญญา โดยการลงนาม การให้สัตยาบัน การภาคยานุวัติ และบางรัฐอาจตั้งข้อสงวน หรือตีความสนธิสัญญา และเมื่อปฏิบัติตามขั้นตอนในการทา สัญญาครบถ้วนแล้ว ภาคีก็มีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาต่อไป การเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาก่อให้เกิดพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติใ ห้ สอดคล้องกับสนธิสัญญา มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดในทางระหว่างประเทศ ดังนั้น เมื่อประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยก็ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญาดังกล่าว พันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของไทย (คณะกรรมการ สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น แ ห ง ช า ติ เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก http://www.nhrc.or.th/Human-Rights-Knowledge/International-Human-RightsAffairs/International-Law-of-human-rights.aspx?lang=th-TH) ๙ ๑๕

Выберите целевой абзац3