จอง จนปี ๑๙๓๐ มีการพัฒนาให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว มีการเข้ายึดที่ดินจากชาวนาจานวนมาก บริษัทการค้าหรือคนขาวบางคนครอบครองที่กว่า ๑๐๐,๐๐๐ เฮกเตอร์ ชาวนาในพื้นที่จึงจาคนขาวใน ฐานะของ “คนโลภ” มาจนถึงปัจจุบัน ชาวนาผู้ชายกลายเป็นแรงงานให้เจ้าที่ดินหรืออพยพเข้าสู่เมือง ศูนย์กลางอาณานิคม ส่วนผู้หญิงกลายเป็นผู้จัดการที่ดินของครอบครัว จนปี ๑๙๔๗ จึงมีการประกาศให้พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และปี ๑๙๖๓ ชาวนา ชาวไร่บางส่วนได้พยายามต่อสู้กับการแบ่งแยกเชื้อชาติชาวแอฟริกัน มีการขับไล่คนออกจากพื้นที่ที่ ประกาศเป็นอุทยานไปสู่บริเวณที่แห้งแล้งทางตอนเหนือ Rekayi Tangwena เป็นผู้นาในการต่อสู้ มีการ อ้างถึงสิทธิในการอยู่อาศัยที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (Ancestral Rights) ปฏิเสธการเห็นที่ดินเป็น สินค้าและการครอบครองดินแดนของคนขาว แต่การต่อสู้ก็ประสบความพ่ายแพ้ ถูกตารวจและฝ่ายรัฐ เผาไร่ ปศุสัตว์ หลายครอบครัวแตกกระจายกันออกไป บางส่วนต้องลี้ภัยเข้าไปอยู่ในโมซัมบิก แต่ใน ภายหลัง Rekayi ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติในการต่อต้านรัฐแบบ Rhodesian จนซิมบับเวได้รับ เอกราชในปี ๑๙๘๐ หลังได้รับเอกราช เกิดการจัดการพื้นที่ดินใหม่ทั้งหมดโดยรัฐ มีโครงการการตั้งรกรากใหม่ (Resettlement Scheme) ใน Kaerezi แต่ละครอบครัวถูกจัดสรรที่ดินเพาะปลูกให้ แต่ก็จากัดบริเวณ เพียงครอบครัวละ ๓.๕ เฮกเตอร์ มีการแบ่งพื้นที่การเลี้ยงปศุสัตว์ร่วมกัน แต่ก็ถูกควบคุมจากหลักการ อาณานิคมเดิมที่ตกค้างมา ในปี ๑๙๘๒ ตั้งเป้าคนที่จะตั้งถิ่นฐานกว่า ๑๖๒,๐๐๐ ครอบครัว แต่จนถึงปี ๑๙๙๑ ก็ทาได้เพียง ๕๒,๐๐๐ ครอบครัว พื้นที่นี้มีลักษณะที่ต่างจากที่อื่นคือ ผู้ที่อาศัยอยู่เดิมอ้างสิทธิใน ฐานะมรดกตกทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เกิดการปะทะกันระหว่างการจัดการของรัฐกับประเพณีดั้งเดิม พื้น ที่นี้ ยั งมีร ะบบนิ เวศส าหรั บ การเพาะปลู ก มีน้าฝนสู ง และพื้นที่ยังมีเขตแดนร่ว มกับของอุท ยาน แห่งชาติ จากนั้นในปี ๑๙๘๗ เกิดโครงการของรัฐที่จะขยายพื้นที่อุทยานออกไปยังส่วนแม่น้า ที่มีชาวนา อาศัยอยู่เพื่อการท่องเที่ยวและการตกปลาเทราท์ (trout) มีการสร้างกระท่อมสาหรับนักท่องเที่ยว จุดไต่ เขา สถานที่ขี่ม้า จึงมีโครงการอพยพคนออกจากพื้นที่ มีการห้ามการเพาะปลูก การทาปศุสัตว์ การเผา หญ้า ในพื้นที่บริเวณรอบต้นน้านาไปสู่ความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรครั้งใหม่ บทความนี้วิจารณ์ การใช้แนวคิดนิเวศวิทยาการเมือง (Political Ecology) ในการใช้อธิบาย ความขัดแย้งทางทรัพยากรในโลกที่สาม ในระดับโครงสร้างระดับใหญ่ ผู้เขียนเห็นว่ากรอบคิดนี้ยังถูกใช้ อย่างจากัดในการอธิบายความขัดแย้งทางทรัพยากร ดูเพียงสองปัจจัยคือการเมืองระดับจุลภาคของการ ต่อสู้ของชาวนาเพื่อเข้าถึงทรัพยากรและการแย่งชิงทางสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อการต่อสู้ แต่กลับละเลย การเมืองท้องถิ่น ผิ ดพลาดในการสร้างโมเดลขนาดใหญ่เกี่ยวกับรัฐ มองรัฐ เป็นเนื้อเดียวกันเกินไป ขณะเดียวกันกันก็ไม่เห็นความแตกต่างหลากหลายในกลุ่มชาวนา เห็นผู้กระทาการต่างๆ มี เอกภาพ เกินไป มองไม่เห็นความแตกต่าง ไม่เท่าเทียมจากชนชั้น เพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรืออายุ ผู้เขียนเห็นว่า การมองแต่โครงสร้างทางสังคมมากเกินไป ทาให้มองไม่เห็นวิธีในการต่อสู้ในการอ้างอิงการใช้ทรัพยากร ของตัวละครต่างๆ และมิติทางวัฒนธรรมในบริบทของการเมืองในท้องถิ่น ผู้เขียนจึงนาแนวคิดเรื่องการ ตีความทางวัฒนธรรม (Cultural interpretation) เข้ามาใช้ในการศึกษาด้วย ผู้เขียนเห็นว่าความขัดแย้ง เหนือที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ แยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อให้ความหมายทางวัฒนธรรม คนกลุ่ม ต่างๆ มีการให้ความต่อพื้นที่เดียวกันที่ต่างกันออกไป Moore ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายรัฐเองก็มีความแตกต่างใน ตัวมันเอง รัฐไม่จาเป็นต้องเห็นสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันหมด รัฐสามารถเป็นเวทีเปิดสาหรับเรื่อง ทรัพยากร และการต่อสู้ของอานาจ กระทรวงการตั้งถิ่นฐาน และกรมการพัฒนาชนบทมีแนวทางจะ ๑๔

Выберите целевой абзац3