บทที่ ๒ การประเมินสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุ ทธศักราช ๒๕๖๐
ทัง้ นี้ ยังก�ำหนดให้คณะรัฐมนตรีทบี่ ริหารราชการแผ่นดิน ต้องชีแ้ จงว่าจะด�ำเนินการให้เป็นไปตามแนวนโยบายพืน้ ฐานแห่งรัฐ
ตามทีก่ ำ� หนดไว้ในรัฐธรรมนูญและจัดท�ำรายงานแสดงผลการด�ำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครัง้ ๒๓
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน
มีสทิ ธิเข้าชือ่ ร้องขอเพือ่ เสนอกฎหมายต่อรัฐสภาได้ โดยกฎหมายดังกล่าวจะเกีย่ วกับหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
และหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ดังนั้น จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการ
มีส่วนร่วมโดยตรงตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ การเข้าชือ่ เพือ่ เสนอกฎหมายของประชาชน พบว่า ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ไม่สามารถ
ระดมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ครบตามจ�ำนวนที่กฎหมายก�ำหนด และแม้มีร่างกฎหมายจ�ำนวนหลายฉบับที่
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อครบตามจ�ำนวนแต่ไม่สามารถประกาศใช้ได้ อาทิ ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....
ร่างพระราชบัญญัตสิ ภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัตหิ ลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... เป็นต้น
ทั้งนี้ เนื่องจากมีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ หรือเมื่อสภาผู้แทนราษฎร
สิน้ สุดและรัฐบาลใหม่ไม่ได้รอ้ งขอให้รฐั สภาพิจารณาต่อ รวมถึงกรณีรฐั มนตรีเสนอร่างกฎหมายทีม่ หี ลักการอย่างเดียวกันและ
ร่างฉบับรัฐบาลผ่านการพิจารณาประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว
ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กลไกที่จัดตั้งขึ้นนั้น ไม่สามารถ
ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่คาดหวัง ประกอบกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายและ
การเข้าชือ่ ถอดถอนผูด้ ำ� รงต�ำแหน่งทางการเมือง ไม่สามารถบรรลุผลในทางปฏิบตั ไิ ด้ ท�ำให้เป้าหมายของรัฐธรรมนูญทีจ่ ะสร้าง
กลไกการตรวจสอบการใช้อ�ำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่บรรลุผล๒๔
โดยข้อจ�ำกัดส�ำคัญประการหนึง่ ในการประกันสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ คือ
การก�ำหนดรายละเอียดในการด�ำเนินการให้เป็นไปตามที่��ฎหมายบัญญัติ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้มีการตรากฎหมาย
ขึ้นตามที่รัฐธรรมนูญก�ำหนดท�ำให้สิทธิดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริง
(๒) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
เมื่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กระบวนการและกลไกที่รัฐธรรมนูญ
ก�ำหนดไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองและปัญหาของประเทศได้ จึงท�ำให้คณะปฏิรูปการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข (คปค.) ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๔๐ เมือ่ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และมีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยพยายามแก้ไขปัญหา
ทีผ่ า่ นมา และการรับรองและคุม้ ครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้มผี ลในการปฏิบตั อิ ย่างแท้จริง จึงก�ำหนดให้สทิ ธิและ
เสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีผลผูกพันโดยตรงต่อองค์กรผู้ใช้อ�ำนาจรัฐ
และตัดถ้อยค�ำ “ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ออกเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการรับรองสิทธิและ
เสรีภาพ ท�ำให้การประกันสิทธิต่าง ๆ เป็นผลทันที โดยได้บัญญัติขยายให้สิทธิ เสรีภาพ ดังกล่าวมีผลผูกพันต่อองค์กรตาม
รัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีสาระส�ำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิ
เสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองรวมถึงได้เพิ่มกลไกในการตรวจสอบการใช้อ�ำนาจรัฐ
ส�ำหรับหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บทบัญญัติ
ในหมวดนี้ก�ำหนดให้เป็น “เจตจ�ำนง” แทนการบัญญัติให้เป็น “แนวทาง” เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
โดยรัฐบาลหรือรัฐสภาจะต้องด�ำเนินการตรากฎหมายหรือก�ำหนดนโยบายให้เป็นไปตามที่ก�ำหนดไว้และก�ำหนดหน้าที่
ของคณะรัฐมนตรีตอ้ งชีแ้ จงในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ชดั เจนว่า จะด�ำเนินการตามแนวนโยบายพืน้ ฐานแห่งรัฐอย่างไร
ระยะเวลาใด โดยต้องจัดท�ำรายงานแสดงผลการด�ำเนินการต่อรัฐสภาด้วย
๒๓ จาก แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, โดย รติกร เจือกโว้น, ม.ป.ป., กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า
๒๔ จาก ถอดบทเรียนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐, โดย นุกูล สัญฐิติเสรี, ม.ป.ป., ม.ป.ท.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 69
บทที่
๒