บทที่ ๑ สิทธิและเสรีภาพที่พึงได้รับการคุ้มครองของไทย
• การส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และศิลปะวิทยาการ ความเข้มแข็งของ
สังคม ความสามารถของคนในชุมชน (มาตรา ๖๙)
• การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา ๗๐)
• การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว การมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ดูแลสุขภาพ ส่งเสริม
การเป็นพลเมืองทีด่ ี การช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผูส้ งู อายุ คนพิการ ผูย้ ากไร้ และผูด้ อ้ ยโอกาส
การสร้างความเป็นธรรมทางเพศ วัย และสภาพของบุคคล (มาตรา ๗๑)
• การด�ำเนินการเกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน น�้ำ พลังงาน อย่างเหมาะสม ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ
สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน การกระจ��ยการถือครองอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม
เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภคของประชาชน (มาตรา ๗๒)
• การจัดท�ำมาตรการ/กลไกช่วยให้เกษตรกรประกอบการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ มีผลผลิตสูง
ปลอดภัย ใช้ตน้ ทุนต�ำ่ แข่งขันได้ การช่วยเหลือเกษตรกรผูย้ ากไร้ (โดยการปฏิรปู ทีด่ นิ และอืน่ ๆ)
(มาตรา ๗๓)
• การส่งเสริมการท�ำงานอย่างเหมาะสม มีศักยภาพ คุ้มครองปลอดภัย มีสวัสดิการที่ดี มีการออม
เพื่อการด�ำรงชีพ การมีระบบแรงงานสัมพันธ์ทุกฝ่ายเกี่ยวข้อง และมีกระบวนการมีส่วนร่วม
(มาตรา ๗๔)
• การจัดการระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ยั่งยืน พึ่งตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (มาตรา ๗๕)
• การพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักกิจการบ้านเมืองที่ดี การจัดท�ำบริการ
สาธารณะ การใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การพัฒนาเจ้าหน้าที่รัฐให้ซื่อสัตย์
สุจริต มีทัศนคติบริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่
อย่างมีประสิทธิภาพ (มาตรา ๗๖)
• การดูแลให้มกี ฎหมายทีจ่ ำ� เป็น การยกเลิก ปรับปรุง กฎหมายทีห่ มดความจ�ำเป็นหรือไม่สอดคล้อง
กับสภาพการณ์ การรับฟังความคิดเห็นก่อนการตรากฎหมาย การเปิดเผยผลการรับฟัง และน�ำผล
มาพิจารณาร่วม (มาตรา ๗๗)
• การส่งเสริมความเข้าใจเกีย่ วกับระบบการปกครอง การมีสว่ นร่วมในการพัฒนาประเทศ การจัดท�ำ
บริการสาธารณะในทุกระดับ และการตรวจสอบการใช้อ�ำนาจรัฐ (มาตรา ๗๘)
ทัง้ นี้ โดยลักษณะการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยเป็นแบบทวินยิ ม (dualism)๖ กล่าวคือ การกระท�ำการใด ๆ
ที่เป็ น ข้ อผู ก พั น อันเนื่องมาจากการเข้าเป็นภาคี (การให้ สั ต ยาบั น ๗ หรื อ การภาคยานุ วัติ ๘) ของสนธิ สั ญ ญาใด ๆ
จะมีผกู พันกับการด�ำเนินงานภายในประเทศ ก็ตอ่ เมือ่ มีการอนุวตั กิ าร๙ กฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับสนธิสญ
ั ญา
นั้น ๆ ก่อน ในขณะที่ประเทศไทยถือแนวปฏิบัติที่ผสมผสานระหว่างหลักกฎหมายลายลักษณ์อักษร (civil law) ซึ่งยึด
๖ แนวคิดเรือ่ งความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศแบ่งออกได้เป็น ๒ ระบบ คือ ระบบเอกนิยม (monism) ซึง่ เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศและภายในประเทศ
นั้น ไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะกฎหมายภายในและระหว่างประเทศต่างมีเจตนารมณ์เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อย และเห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศ มีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่า
กฎหมายภายในประเทศ ดังนั้น รัฐจึงไม่ต้องแปลงรูปกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกฎหมายระหว่างประเทศจะมีผลเป็นกฎหมายภายในโดยอัตโนมัติ ในขณะที่ระบบทวินิยม (dualism)
เห็นว่ากฎหมายภายในกับระหว่างประเทศมีศักดิ์ทางกฎหมายเท่ากัน แต่มีลักษณะที่แตกต่างกันและมีระบบที่แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด เมื่อรัฐเข้าผูกพันในกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว
กรณีที่จะน�ำกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้บังคับภายในประเทศได้ ต้องผ่านกระบวนการอนุวัติกฎหมายภายในให้สอดคล้องเสียก่อนจึงจะสามารถน�ำมาบังคับใช้ได้. ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง.
(๒๕๖๐). กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง. สืบค้นจาก www.mjsheetramfree.com/law4003-kdhmay-rahwang-prathes-phaenk-khdi-meuxng-kar-sxbli-phakh-vdurxn-pi-kar-suksa-2552
๗ การให้สัตยาบัน (ratification) คือ การที่รัฐหนึ่งซึ่งเป็นรัฐภาคีที่เข้าร่วมเจรจา (และ/หรือลงนามในสนธิสัญญา) ตั้งแต่แรก ได้ให้ความยินยอมของรัฐ เพื่อการผูกพันตามสนธิสัญญา
โดยการให้สัตยาบันจะเป็นการยืนยันว่า สนธิสัญญามีความถูกต้องสมบูรณ์ และประสงค์จะให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ การให้สัตยาบันของแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกัน
ขึ้นกับรัฐธรรมนูญและแนวทางปฏิบัติของแต่ละประเทศ.
๘ การภาคยานุวัติ (accession) คือ การที่รัฐหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นรัฐภาคีที่เข้าร่วมเจรจา และลงนามในสนธิสัญญาตั้งแต่แรก ได้ด�ำเนินการให้ความยินยอมเพื่อเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาและผูกพัน
ตามสนธิสัญญาที่รัฐอื่น ๆ ได้ท�ำการวินิจฉัยตกลงก่อนแล้วและสนธิสัญญานั้นได้มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว.
๙ การอนุวัติการ (implementation) คือ การด�ำเนินการให้เป็นผลตามบทบัญญัติแห่งสนธิสัญญาโดยการตรากฎหมายภายในประเทศ หรือปรับแก้กฎหมายภายในประเทศ เพื่อให้สอดคล้อง
และรองรับกับสนธิสัญญาดังกล่าว.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 51
บทที่
๑