พิธีสารเลือกรับว่าด้วยสภาวะความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 และพิธีสารเลือกรับว่าด้วยกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 อนุสญ ั ญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพิธสี ารเลือกรับทัง้ สามฉบับมีเจตนารมณ์ในการคุม้ ครองให้เด็กหรือผูม้ อี ายุตำ�่ กว่า 18 ปี ได้รับความปลอดภัยในชีวิตตั้งแต่แรกเกิดเพื่อให้สามารถอยู่รอดและมีพัฒนาการที่เหมาะสม มีหลักการส�ำคัญ คือ การค�ำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กในการกระท�ำใด ๆ ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวกับเด็ก การไม่เลือกปฏิบัติ และการรับฟังความคิดเห็นของเด็กโดยค�ำนึงถึงวัยและวุฒิภาวะของเด็ก รัฐภาคีมีหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครอง ให้เด็กได้รับสิทธิต่าง ๆ เช่น การไม่ถูกแยกจากครอบครัวเว้นแต่เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก การได้รับความคุ้มครอง จากความรุนแรงทุกรูปแบบ การถูกทอดทิ้ง การปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม และการถูกแสวงประโยชน์ทางเพศและ ทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา การมีเสรีภาพในการแสดงออก การรวมตัว และการชุมนุม โดยสงบและการปฏิบัติต่อเด็กที่กระท�ำผิดอาญาอย่างเหมาะสม เป็นต้น 7. อนุสญ ั ญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ ค.ศ. 2006 (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD) มีผลใช้บงั คับกับประเทศไทยเมือ่ วันที่ 28 สิงหาคม 2551 และพิธสี ารเลือกรับของอนุสญ ั ญาฯ เกีย่ วกับกระบวนการ รับเรื่องร้องเรียน มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2559 เป็นอนุสัญญาที่มีเจตนารมณ์ในการส่งเสริม ให้คนพิการได้รับและเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยเท่าเทียมกับบุคคลอื่น มีหลักการส�ำคัญ อาทิ การเคารพ ศักดิ์ศรีที่มีมาแต่ก�ำเนิดของคนพิการ เสรีภาพในการตัดสินใจด้วยตนเอง ความเป็นอิสระของบุคคล การไม่เลือกปฏิบัติ การมีสว่ นร่วมได้อย่างเต็มทีแ่ ละมีประสิทธิภาพในสังคม ความเท่าเทียมของโอกาส และความสามารถในการเข้าถึง เป็นต้น รัฐภาคีอนุสัญญามีพันธกรณีในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการในต่าง ๆ อาทิ การจ้างงาน สุขภาพ การศึกษา เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการย้ายถิน่ ฐาน เสรีภาพจากการถูกทรมาน การแสวงประโยชน์ และการล่วงละเมิด การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมสิทธิในการสร้างครอบครัว ฯลฯ 8. อนุสญ ั ญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุม้ ครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CPED) ค.ศ. 2006 ประเทศไทยลงนามไว้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 แต่ยังไม่มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเนื่องจากยังอยู่ระหว่าง การปรับปรุงกฎหมายภายในก่อนการด�ำเนินการเข้าเป็นภาคี เป็นอนุสัญญาที่มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองบุคคล จากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐภาคีมีหน้าที่ในการก�ำหนดให้การท�ำให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย เป็นฐานความผิดตามกฎหมายอาญาและก�ำหนดโทษของความผิดดังกล่าว โดยค�ำสัง่ ของผูบ้ งั คับบัญชาจะไม่สามารถยกขึน้ เป็นข้ออ้างส�ำหรับการกระท�ำให้บคุ คลหายสาบสูญได้ นอกจากนี้ รัฐภาคียงั ต้องมีมาตรการอืน่ ๆ เช่น การก�ำหนดเงือ่ นไข เกี่ยวกับการออกค�ำสั่งลิดรอนเสรีภาพของบุคคลและการปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าว การให้ญาติสามารถเข้าถึงข้อมูล ที่เกี่ยวข้องได้ และการประกันให้เหยื่อของการถูกบังคับให้สูญหายได้รับการเยียวยาและชดเชยอย่างเหมาะสม เป็นต้น นอกจากสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนข้างต้น การจัดท�ำรายงานฉบับนี้ยังได้ค�ำนึงถึงปฏิญญา ข้อมติ มาตรฐาน แนวทาง ข้อก�ำหนดระหว่างประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนค�ำมั่นต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยได้ให้ และ/หรือรับรองไว้ต่อประชาคมระหว่าง ประเทศ เช่น ค�ำมั่นของประเทศไทยในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) ของสหประชาชาติ ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยของคณะกรรมการประจ�ำสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นภาคี และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) เป็นต้น ส�ำหรับการจัดท�ำค�ำชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมตามหน้าที่และอ�ำนาจที่บัญญัติในมาตรา 247 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมาตรา 26 (4) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน 36 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ National Human Rights Commission of Thailand

Select target paragraph3