ฉ
เข้ามาครอบครองภายหลั ง ซึ่งต่างจาก “ชนกลุ่มน้อย” ที่ไม่ได้มีองค์ประกอบดังกล่าว ดังนั้น ปฏิญญาว่าด้ว ย
ชนพื้นเมืองดั้งเดิมจึงกาหนดสิ ทธิต่างๆ ให้แก่ “ชนพื้นเมืองดั้งเดิม” มากกว่า “ชนกลุ่มน้อย” ส่วนการคุ้มครอง
“ชนกลุ่มน้อย” นั้น เป็นการคุ้มครองจากการถูกเลือกปฏิบัติจากคนส่วนใหญ่ ดังนั้น สิทธิที่ “ชนกลุ่มน้อย” จะ
ได้รับการคุ้มครองก็ คือสิ ทธิที่ คนส่ วนใหญ่ไ ด้รับการคุ้ มครองอยู่ แล้ ว จึงไม่มีความจาเป็นจะต้อ งหยิบ ยืม “สิทธิ
ชนกลุ่มน้อย” มาปรับใช้กับ “สิทธิชุมชน”
1.2 หลักการและแนวคิดภายใต้ กฎหมายภายใน
ในมิติกฎหมายภายใน รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจัก รไทย พุทธศักราช 2560 ได้
บัญญัติเกี่ยวกับสิท ธิของชุ มชนในการจั ดการทรั พยากรธรรมชาติแ ละสิ่ งแวดล้ อ ม แม้ไม่ได้ปรากฎชัด เจนว่ า มี
หลักการใดๆ ที่ยึดโยงกับตราสารระหว่างประเทศว่าด้วย “สิทธิมนุษยชน” แต่มีการนาหลักการสาคัญตามตรา
สารระหว่างประเทศด้าน “สิ่งแวดล้อม” มาบัญญัติไว้ โดยได้นาแนวคิดเรื่องการพัฒ นาที่ยั่งยืน มาบัญ ญัติ ไ ว้ ใ น
บางมาตรา เช่น มาตรา 43 วรรค 1 มาตรา 56 วรรค 1 มาตรา 57 วรรค 1 (2) มาตรา 65 วรรค 1 มาตรา 72
วรรค 1 (1) มาตรา 250 วรรค 1 และมาตรา 257 วรรค 1 (1)
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.
2560 มาตรา 4 ได้ นิ ยามค าว่า “สิท ธิ มนุ ษ ยชน” ในเชิ งขยายโดยให้ หมายถึ ง ศั ก ดิ์ ศ รีค วามเป็น มนุ ษย์ สิทธิ
เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลและชุมชนที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองในรัฐ ธรรมนูญ หรือได้รับความ
คุ้ มครองตามกฎหมาย หรื อ ตามหนั งสื อ สั ญญาที่ ป ระเทศไทยเป็ นภาคี แ ละมี พั น ธกรณี ที่ จ ะต้ อ งปฏิ บัติตาม
การขยายความนิยามของคาว่า "สิทธิมนุษยชน" โดยพระราชบัญญัติดัง กล่าว ให้ รวมถึง "สิทธิในรัฐธรรมนู ญ "
ทาให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอานาจในการตรวจสอบกรณีละเมิ ด "สิทธิชุมชน" ด้วย
ในการออกแบบแนวคิ ด ทางกฎหมายสาหรับ โครงสร้า งพื้น ฐานที่เ กี่ย วข้ อ งกั บ สิ ท ธิ
ชุมชนกับการจัด การทรัพยากรธรรมชาติแ ละสิ่ งแวดล้อ มนั้น ต้องมีการสร้างระบบกฎหมายที่ มีลัก ษณะเป็ น
“พหุ ลั ก ษณะทางกฎหมาย” ประโยชน์ส องประการของพหุลั ก ษณะทางกฎหมาย คื อ 1) การสร้ า งความ
เชื่อมโยงระหว่าง “สานักความคิด ทางกฎหมาย” ที่แตกต่างกันสองขั้ วในระบบกฎหมายเดี ยวกัน คือ สานัก
ความคิดที่มีฐานคิด เชิง อานาจรัฐนิย ม ได้แก่ “สานักความคิดกฎหมายบ้านเมือง” กับ สานักความคิดที่ มีฐ าน
คิดเชิงชุมชนนิ ยม ได้แก่ “สานักความคิด มานุษยวิท ยาทางกฎหมาย” และ “สานักความคิด สัง คมวิ ทยา ทาง
กฎหมาย” ที่ผ่านมา ระบบกฎหมายไทยอยู่ภายใต้ อิทธิ พลของสานัก ความคิ ดกฎหมายบ้านเมือ งมาโดยตลอด
กฎหมายจึงให้ อานาจแก่ หน่ วยงานของรั ฐในการจั ด การทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้ อ มเป็ นหลัก และ
กฎหมายไม่ไ ด้เ ปิ ดพื้ นที่ ให้ มีการรั บรอง “สิทธิของชุมชน” 2) การสร้างความเชื่ อ มโยงระหว่างระบบจั ด การ
ทรัพย์สินที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่แ ตกต่า งกันหลายระบบ ในระบบกฎหมายเดียวกัน คือ ระบบจัดการโดย
รัฐ ระบบจัดการโดยเอกชน และระบบจัดการโดยชุ มชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อมโยงระหว่าง “ระบบ
จั ด การโดยรั ฐ ” กั บ “ระบบจั ด การโดยชุ มชน” โดยสร้ า งกฎหมายรองรั บ รู ป แบบใหม่ ใ นการจั ด กา ร
ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งนาสองระบบมาผสมผสานกันที่ เรีย กว่า “การจัดการร่วม” โดยเป็นการจัดการร่ ว มที่ มี