42 คาวินิจฉัย: ศาลสิทธิมนุษยชนแห่ ง อเมริ กา วินิจฉัยว่า รัฐบาลฮอนดูรัสล้ มเหลวใน การจั ด การสิ ท ธิใ นทรั พย์สิ น ของชนชาวพื้ นเมื อ ง ซึ่ ง ชุ มชนพื้ น เมื อ งดั้ง เดิ มมี สิ ท ธิใ นการใช้ส อยและปกป้อง ดินแดนของตน ตลอดจนหวงกั นบุ ค คลที่ สามมิใ ห้ เข้า มาใช้สิ ทธิ โ ดยมิ ชอบในดิน แดน อันถือเป็นการละเมิ ด มาตรา 21 แห่งอนุสัญญาว่า ด้ว ยสิ ท ธิ มนุ ษยชนแห่ ง อเมริ กา เกี่ยวกับสิท ธิใ นทรั พย์ สิ น ร่ว มกัน (Collective property) ศาลเห็นว่า แท้จริงแล้วปัญหาสาคัญ คื อการกาหนดสิ ทธิ ค วามเป็น เจ้า ของที่ดิ นให้ มีค วามชั ด แจ้ ง หากรัฐบาลได้สืบ พยานหลัก ฐานให้ ชัด เจนก็จ ะทราบได้ว่า ที่ ดิน พิ พาทนั้น เป็น ของบรรพบุรุ ษของชนพื้ น เมื อ ง ดั้ ง เดิ ม Garifuna จึ ง ไม่ ค วรละเมิ ด สิ ท ธิ ดั ง กล่ า ว นอกจากนี้ รั ฐ บาลฮอนดู รั ส ยั ง ละเมิ ด มาตรา 25 ของ อนุสัญญาฯ เกี่ยวกับสิทธิในการคุ้มครองทางกระบวนการยุ ติธรรม โดยมิได้ดาเนินการแก้ไขเยียวยาปัญหาให้ มี ความเป็นธรรมต่ อชนพื้ นเมื อ งดั้ ง เดิ ม อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่า กรณีนี้ไม่ถือ เป็น การละเมิ ด สิท ธิใ นชี วิ ต ตาม มาตรา 4 ของอนุสัญญาฯ เนื่องจากขาดพยานหลักฐานยืนยันว่ารั ฐบาลได้รู้หรื อควรรู้ว่าจะเกิ ด เหตุ การณ์ ล อบ สังหารหัวหน้าชนพื้นเมืองดั้งเดิ ม ซึ่งหากรัฐบาลได้รู้ก่อนเกิดเหตุแล้ วไม่ ดาเนิน การใดๆ เพื่อปกป้องสิทธิใ นชี วิ ต ของผู้ตายจึงจะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิต ตัดสินให้รัฐบาลฮอนดูรัสต้อง (1) รับประกันให้ชนพื้นเมือ งดั้ งเดิมได้ มสี ิ ทธิใ ช้ส อยและถื อเอาซึ่ งประโยชน์ (use and enjoyment) ในดินแดนของบรรพบุรุษที่พิพาทดังกล่าวในฐานะผู้ถือ กรรมสิทธิ์ร่ว มกัน (2) ยุติกิจกรรมเกี่ย วกั บการทาเหมื องแร่ ในดินแดนดัง กล่าว เฉพาะกรณี ที่ มิได้มีการปรึกษาหารือกับชนพื้นเมืองดั้งเดิ มเสีย ก่อน (3) ก่ อ ตั้ ง กองทุ น เพื่ อ การพั ฒ นาชุ มชน พื้ น เมื อ งดั้ ง เดิ ม Punta Piedra Community เพื่อนาเงินมาใช้เยียวยาความเสียหายทั้งที่เป็นตัว เงินและมิใช่ ตัวเงิน (4) โฆษณาคาพิพากษาฉบับนี้โดยย่อต่อสื่อมวลชนทางวิทยุ (5) ออกกฎหมายภายในเพื่ อ ให้มีก ารปรึก ษาหารือ กั บ ชุมชนก่ อ นด าเนิน กิจการเกี่ยวกับเหมืองแร่ (6) ด าเนิ น กระบวนการยุ ติ ธ รรมต่ อ ผู้ เ สี ย ชี วิ ต อย่ า งเป็ นธรรมเพื่ อ น าตัว ผู้กระทาผิดมาลงโทษโดยเร็ว เนื่องจากข้อจากัดของศาลสิทธิมนุษยชนทั้งยุโรป อเมริกา และแอฟริกา ที่มีอานาจในการนา กฎหมายระหว่า งประเทศระดับ ภูมิภาคในการนามาวินิจฉั ย คดี เ ท่านั้น ไม่มีสิทธินาสนธิ สัญญาอื่ นมาวิ นิ จ ฉั ย หากประเด็นไม่เกี่ยวข้องกับ อนุสัญญาหรือ สนธิสัญญาที่ศาลมีอานาจแล้ว จะส่งผลทาให้ศาลไม่สามารถวินิ จ ฉั ย นอกกรอบของกฎหมายได้ ดังนั้น สาหรับศาลสิทธิมนุษยชนทั้ งสามภู มิภาคอาจติ ดข้ อจากัด เหล่านี้ไ ด้ อันอาจ เป็นผลให้คดีที่กล่าวถึง “สิทธิชุมชนทั่วไป” ไม่สามารถนามาใช้พิจารณาเป็น คดี ในศาลได้ แต่ต้องเป็น “สิทธิ ชุมชนของชนพื้นเมืองดั้งเดิม” เท่านั้น โดยสรุป แนวโน้มของคาพิพากษาศาลสิ ทธิมนุ ษยชนแห่งยุโรปจะยั งไม่มีควา มเปลี่ยนแปลงที่ จะยอมรับการปรากฏขึ้นของสิท ธิชุมชนได้เนื่ องจากกฎหมายที่ ศาลใช้ ไม่ มีเรื่องการคุ้ มครองสิทธิชุ มชน ขณะที่ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งแอฟริ กายัง เปิ ดทาการได้ ไม่ นานนัก ทาให้ คดี ยัง คงไม่ มีค วามเปลี่���นแปลง และยังไม่ พบ

Select target paragraph3