3
ค. กรณี ไ ม่ ป รากฏค าว่ า “สิ ท ธิ ชุ มชน” ในตราสารระหว่ า งประเทศด้ า นสิ ท ธิ มนุ ษ ยชน
แต่ปรากฏคาว่า “สิทธิชุมชน” ในตราสารระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม
อาจนาไปสู่การสรุปในเบื้ องต้น ได้ว่า สิทธิชุมชนยังไม่ไ ด้รับ การรั บรองว่าเป็น สิทธิ มนุ ษ ยชน
แต่เป็นเพียงสิท ธิหรื อหน้าที่ ด้านสิ่ งแวดล้อ ม การที่ชุมชนจะได้รั บการคุ้ มครองสิท ธินั้ น ๆ หรือไม่ก็ขึ้น อยู่ กั บ
เนื้อหาของตราสารระหว่ างประเทศนั้ น ๆ ว่ามีบทบังคั บ (พันธกรณี) ให้รัฐภาคีต้อ งรั บรองสิ ท ธิข องชุ ม ชน
หรือไม่ กรณีที่มีบทบังคับให้รัฐภาคี ต้องรั บรองสิทธิชุ มชนก็ขึ้นอยู่ กับระบบกฎหมายภายในของรัฐภาคีนั้นๆ ว่า
เป็นระบบเอกนิ ย ม (monist) หรือเป็นระบบทวินิ ย ม (dualist) หากเป็นระบบทวิ นิย ม (แบบประเทศไทย)
ชุมชนจะมีสิทธิดังกล่าวก็ต่อ เมื่ อมีก ฎหมายภายในรับรองสิ ทธิแล้ว เท่านั้น หากไม่มีกฎหมายภายในระบุรั บ รอง
ไว้ สิ ท ธิ ชุ มชนก็ ย่อ มไม่ ไ ด้ รับ ความคุ้ มครอง และชุ มชนในประเทศจะเรีย กร้อ งสิ ท ธิ ดัง กล่ าวต่ อ รั ฐในทานอง
เดียวกับสิทธิมนุษยชนมิไ ด้ เนื่องจากค่าบังคับของสิทธิ มนุ ษยชนมี ลัก ษณะเป็ น “สิทธิเด็ดขาด” มากกว่าสิ ท ธิ
ตามกฎหมายอื่น ๆ ที่มิใช่สิทธิมนุษ ยชน นอกจากนี้ ในกรณีที่ตราสารระหว่า งประเทศด้านสิ่ งแวดล้ อ มนั้ น ๆ
ระบุรับรองสิทธิชุ มชนไว้เ ป็น เพีย งคาแนะนาให้รั ฐนาไปปรับ ใช้ (ไม่มีผลบังคั บ (non-binding)) ก็ขึ้นอยู่ว่า รั ฐ
ภาคีจะยอมรับนับถือนาเอาสิทธิชุมชนไปบั งคับ ใช้หรือบั ญญัติไ ว้เป็น กฎหมายภายในหรือไม่ หากไม่รับรองสิท ธิ
ชุมชนก็ย่อ มสามารถกระท าได้ โ ดยไม่ มีความรับ ผิ ดชอบของรั ฐ (State Responsibilities) ในสังคมระหว่ า ง
ประเทศในทางกลับกัน เมื่อสิทธิชุมชนมิใช่สิทธิมนุษยชนแล้ว แม้รัฐจะบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนไว้ เป็นสิท ธิ ต าม
กฎหมายภายในหรือตามรัฐธรรมนูญ กรณีนี้ก็ไม่ได้ทาให้สิทธิชุมชนกลายเป็นสิทธิมนุษยชนตามหลัก สากลไปได้
ง. กรณีไม่ปรากฏคาว่า “สิทธิชุมชน” ทั้งในตราสารระหว่างประเทศด้านสิ ทธิ มนุ ษยชนและ
ด้านสิ่งแวดล้อมในฐานะที่ชุมชนเป็นผู้ทรงสิทธิ
อาจนาไปสู่การสรุ ปในเบื้ อ งต้ น ได้ ว่า ทั้ งกฎหมายระหว่า งประเทศด้า นสิ ทธิ มนุ ษยชน และ
กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิ่ งแวดล้ อ มยัง มิ ไ ด้รับรองให้ “ชุมชน” (ในลักษณะที่ เป็ นสิ ทธิ เชิ งกลุ่ ม) มีสิท ธิ
มนุษยชนและสิทธิ อย่างใดๆ ทางด้านสิ่งแวดล้อม แยกออกมาต่างหากจากสิ ทธิข องปัจเจกบุ คคลแต่ล ะคนใน
ชุมชนนั้นๆ อย่างเป็นเอกเทศ กรณีที่ปรากฏผลเช่นนี้ เห็นสมควรที่จะต้อ งพิจารณาสิท ธิชุ มชนเทียบเคี ย งกั บ
สิทธิของกลุ่ มชนบางกลุ่ มซึ่ง มี ตราสารระหว่า งประเทศด้านสิท ธิ มนุ ษยชนรั บรองสิ ทธิ ไ ว้บางประการแล้ ว ใน
ปัจจุบัน เช่น สิทธิของชนพื้นเมืองดั้งเดิม สิทธิของชนกลุ่มน้อย เป็นต้น ซึ่งการศึกษาเปรียบเทียบระหว่า งสิ ท ธิ
ของกลุ่มชนบางกลุ่มเหล่านี้กับ สิท ธิชุ มชน ก็เพื่อนาไปสู่การวิเคราะห์ ว่าสิท ธิของกลุ่มชนดั งกล่าวนี้จ ะสา มารถ
นามาปรับใช้กับ “สิทธิชุมชน” ได้โดยอนุโลมหรือ���ม่ เพียงใด
ดั ง นั้ น การตรวจสอบตั ว บทของตราสารระหว่ างประเทศด้ านสิ ทธิ มนุ ษ ยชน (โดยเฉพาะ
ตราสารที่มีผลผูกพันประเทศไทย) เกี่ยวกับประเด็นการรับรองสิทธิชุ มชน จึงมีความสาคัญที่จะนาไปวิเครา ะห์
ผลทางกฎหมายต่อการรับรองสิ ทธิชุ มชนตามรั ฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจั กรไทยได้ นอกจากนี้ การตรวจสอบ
ตราสารระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อ มเกี่ย วกั บการรั บรองสิ ทธิชุ มชน ก็จะทาให้สามารถนาสิทธิ ชุมชนตา ม
ตราสารระหว่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทยได้ อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเมื่อได้ตรวจสอบตราสารระหว่ า ง
ประเทศในข้อ 1.2 และข้อ 1.3 แล้วจะได้วิเคราะห์ผลการตรวจสอบต่อไปในข้อ 1.4 ดัง นี้