๘๘
ถูกลงโทษทางอาญาด้วยอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นว่าผู้ถูกกล่ าวหาเรื่องการละเมิดอานาจศาลจะถูกลงโทษสองครั้ง
ซ้าซ้อนกันได้ในการกระทาเดียวกัน
ทั้งนีต้ ัวอย่างคาพิพากษาศาลฎีกาซึ่งอยู่ในบันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ ๔๔๔/๒๕๒๘ มี
เหตุผลยกขึ้นมาอยู่ข้อหนึ่งว่า เหตุใดผู้ที่กระทาความผิดฐานละเมิดอานาจศาลอาจจะถูกลงโทษสองครั้งได้ ในคา
พิพากษาศาลฎีกาแรกคือฎีกาที่ ๘๗/๒๔๘๔ ๑๘๗ และฎีกาที่ ๒๓๐๒/๒๕๒๓ ๑๘๘ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า แม้จะถูก
ลงโทษฐานละเมิดอานาจศาลมาแล้ว ผู้นั้นก็อาจถูกฟ้องในการกระทาที่เป็นการละเมิดอานาจศาลนั้นได้อีก ถ้าหาก
ว่าการกระทานั้นเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายด้วย
การสัมภาษณ์ระดับลึกผู้ทรงคุณวุฒิจากศาลปกครองสูงสุดทาให้ได้ข้อมูลว่า ๑๘๙ วัตถุประสงค์แต่เดิมของ
การน าบทบั ญญัติความผิ ดฐานละเมิดอานาจศาลไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแทนประมวล
กฎหมายอาญา เนื่องจากผู้ร่างในช่วงเวลานั้นต้องการให้ผู้พิพากษาสามารถลงโทษบุคคลผู้กระทาการขัดขวาง
กระบวนการพิจารณาของศาลได้โดยทันที จึงไม่กาหนดฐานความผิ ดดังกล่าวไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเพราะ
ขั้นตอนการดาเนินการพิจารณาจะช้ากว่า ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้มีการ
ประกาศใช้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้นพบว่าการใช้และการ
คุ้มครองอานาจของรัฐมีความสาคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ใช้อานาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐต้องรักษาความสงบเรียบร้อยให้
เกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสภาพแนวคิดเพียงเพื่อการมุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยมิได้เป็น
เพียงเป้าหมายของรัฐอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่แนวคิดเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ได้กลายเป็นคุณค่าสาคัญที่ผู้ใช้อานาจรัฐต้องให้การรับรองและดาเนินการให้เกิดผลขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
ภายหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง ข้อตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งคุ้มครอง
สิ ท ธิ แ ละเสรี ภ าพของประชาชนหลายฉบั บ ได��� ถู ก จั ด ท าขึ้ น เช่ น ปฏิ ญ ญาสากลว่ า ด้ ว ยสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง
สหประชาชาติ ค.ศ. ๑๙๔๘ หรือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ในปี
ค.ศ. ๑๙๖๖ ดังนั้นเมื่อย้อนกลับไปดูที่มาของการกาหนดความผิดฐานละเมิดอานาจศาลไว้ในประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความแพ่งย่อมพบว่า ช่วงเวลาในการจัดทากฎหมายฉบับนี้แนวคิดเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนยังไม่
เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันเมื่อประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของสนธิสัญญาที่มุ่งคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหลายฉบับ
ดังนั้นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจึงควรถูกเสริมไว้ในบทบัญญัติทางกฎหมายให้ครบถ้วน โดยเฉพาะ
๑๘๗
จาเลยใช้รองเท้าตีผู้เสียหายในบริเวณศาล ซึ่งศาลได้ลงโทษจาเลยฐานละเมิดอานาจศาลไปแล้วกระทงหนึ่ง แต่คดีก็ไม่ระงับไปซึ่งอัยการผู้เสียหายก็มี
สิทธิฟ้องจาเลยในฐานทาร้ายร่างกายได้อีกกระทงหนึ่ง
๑๘๘
เรื่องการยื่นคาร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งเป็นการยื่นเอกสารเท็จต่อศาล ศาลลงโทษฐานแรกคือฐานประพฤติ ตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล แต่ ไม่
เป็นการตัดสิทธิที่โจทก์จะนาคดีไปฟ้องอีกในข้อหาแจ้งความเท็จอีกเช่นกัน
๑๘๙
ข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ : นายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการหัวหน้าคณะ ศาลปกครองสูงสุด สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐