๘๐
เมื่อพิจารณาถึงความผิดฐานละเมิดอานาจศาลตามมาตรา ๓๐-๓๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่งของประเทศไทย จึงเกิดคาถามที่น่าสนใจว่า บทบัญญัติในเรื่องนี้มีความสอดคล้องกับ กติการะหว่าง
ประเทศว่าด้วยสิ ทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) หรือไม่ เนื่องจากความผิดฐานละเมิดอานาจศาล
กาหนดให้ศาลมีอานาจในการสั่งลงโทษผู้กระทาผิดโดยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือทั้งสองวิธี ได้แก่ ก) การไล่ออกจากศาล
หรือ ข) การลงโทษจาคุกหรือปรับ หรือทั้งจาทั้งปรับ มาตรการเหล่านี้ แม้ที่ผ่านมาจะมีการตัดสินโดยศาลฎีกาและ
ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ความผิดฐานละเมิดอานาจศาลเป็นเพียงมาตรการหรือเครื่องมือของศาล
เพื่อให้ศาลสามารถดาเนินการพิจารณาคดีได้ต่อเนื่อง แนวคิดเรื่องการให้สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาหรือกระบวนการ
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้ความผิดฐานละเมิดอานาจศาลนี้จึงควรมีลักษณะเฉพาะ แยกออกจากกระบวนการยุติธรรม
ทางอาญาตามปกติ คาถามที่เกิดขึ้นคือแนวทางที่ปฏิบัติกันมาในเรื่องความผิดฐานละเมิดอานาจศาลนี้ มีความ
สอดคล้องหรือไปในทิศทางเดียวกับแนวทางการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสากลที่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม
ทางอาญาตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิท ธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อย่างแท้จริงหรือไม่
เพียงใด
การศึกษาในบทนี้ประกอบด้วย ความจาเป็นของการมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องการ
ละเมิดอานาจศาล (๕.๑) หลักความชอบด้วยกฎหมายอาญากับการละเมิดอานาจศาล (๕.๒) หลักการไม่พิจารณา
ลงโทษสองครั้ง (๕.๓) สิทธิในการต่อสู้คดีในการดาเนินคดีเรื่องการละเมิดอานาจศาล (๕.๔) อัตราโทษความผิด
ฐานละเมิดอานาจศาล (๕.๕) และสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากการลงโทษที่ผิดพลาดในกรณีละเมิดอานาจศาล
(๕.๖)
๕.๑ ความจาเป็นของการมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องการละเมิดอานาจศาล
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้มีกา���ประกาศใช้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ ซึ่งเป็นเวลาก่อน
สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยยังไม่มีแนวคิดแห่งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ๑๗๕ แนวคิดเรื่องความผิดฐานละเมิด
อานาจศาลในครั้งนั้นจึงต้องการมุ่งรักษาความสงบเรียบร้อยในกระบวนพิจารณาแต่เพียงอย่างเดียวจึงบัญญัติอยู่ใน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อไม่ให้ต้องไปดาเนินคดีอาญาซึ่งอาจเกิดความล่าช้า๑๗๖
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่
ได้แก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้เริ่มมีมิติของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการดาเนินคดีอาญาให้สอดคล้องกับ
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
๑๗๕
แนวคิดแห่งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสากลเกิดมีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อมีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในปี ๑๙๔๘ ซึ่งเป็นเวลาหลัง
สงครามโลกครั้งที่สองและเห็นชั ดอย่างเป็นรูปธรรมมีผลผูกพันรัฐภาคีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ปี
ค.ศ. ๑๙๖๖
๑๗๖
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ : นายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการหัวหน้าคณะ ศาลปกครองสูงสุด สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.
๒๕๖๐