๑๔ การลงโทษตามผลของคาพิพากษาลงโทษเช่นว่า ต้องได้รับการชดเชยตามกฎหมายเว้นแต่จะพิสูจน์ ได้ว่า การไม่ เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้ให้ทันเวลาเป็นผลจากบุคคลนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน ๗. บุคคลย่อมไม่ถูกพิจารณา หรือลงโทษซ้าในความผิดซึ่งบุคคลนั้นต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ หรือ ให้ปล่อยตัวแล้วตามกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญาของแต่ละประเทศ ข้อ ๑๕ ๑. บุคคลย่อมไม่ต้องรับผิดทางอาญา เพราะกระทาหรืองดเว้นกระทาการใดซึ่งในขณะที่กระทาไม่เป็น ความผิดอาญาตามกฎหมายภายในหรือกฎหมายระหว่างประเทศ และจะลงโทษให้หนักกว่ าโทษที่มีอยู่ในขณะที่ได้ กระทาความผิดอาญาไม่ได้ หากภายหลังการกระทาความผิดนั้นได้มีบทบัญญัติของกฎหมายกาหนดโทษเบาลง ผู้กระทาผิดย่อมได้รับประโยชน์จากบทบัญญัตินั้น ๒. ข้อความในข้อบทนี้ย่อมไม่กระทบต่อการพิจารณาคดี และการลงโทษบุคคลซึ่งได้กระทาการหรือ งด เว้นกระทาการใดอันเป็นความผิดอาญาตามหลักกฎหมายทั่วไปอันเป็นที่รับรองโดยประชาคมนานาชาติในขณะที่มี การกระทานั้น ปัจจุบันประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยการภาคยานุวัติ (Accession) เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมิได้ตั้งข้อสงวนแต่อย่างใด แต่ได้ทาคาแถลงตีความไว้ ๒ ประเด็น๑๖ ได้แก่ ๑๖ อัจฉรา ฉายากุล และคณะ, พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน, อ้างแล้ว, หน้า ๒๒-๒๓ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเคยทาถ้อยแถลงตีความไว้ทั้งหมด ๔ ประเด็น แต่ในที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการอนุวัติตามกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งจัดโดยกระทรวงยุติธรรม ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ได้พิจารณาการถอนคาแถลงตีความ และมีความเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม สามารถถอนคาแถลงตีความข้อบทที่ ๖ วรรค ๕ และข้อบทที่ ๙ วรรค ๓ ได้ เนื่องจากได้มีการแก้ไขกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองแล้ว (ICCPR) ดังนี้ ข้อ ๖ วรรค ๕ การยกเลิกโทษประหารชีวิตบุคคลที่มีอายุต่าว่าสิบแปดปี โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓ ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตผู้กระทาผิด ซึ่งมีอายุต่ากว่าสิบแปดปี ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ แล้ว นอกจากนี้ได้มีการ ออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติป��ป้องสิทธิการมีชีวิต และการอยู่รอด ของเด็กตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดา โดยทุเลาการบังคับโทษหญิงมีครรภ์ และเปลี่ยนโทษประหาร ชีวิตเป็นจาคุกตลอดชีวิต โดยกาหนดบัญญัติว่า หญิงที่ต้องโทษประหารชีวิตถ้ามีครรภ์อยู่ให้รอไว้จนพ้นกาหนดสามปีนับแต่คลอดบุตรแล้ว และอยู่รอดเป็นทารก ให้ลดโทษประหารชีวิตลงเหลือจาคุก ตลอดชีวิต ข้อบทที่ ๙ วรรค ๓ สิทธิและเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ “กาหนด สิทธิในกระบวนการยุติธรรมไว้เป็นส่วนที่สี่ของหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย (ม. ๓๙-๔๐) ที่ครอบคลุมความตามข้อบทที่ ๙ ประกอบกับ มาตรา ๘๗ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจา รณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าพฤติการณ์แห่งคดี และได้กาหนดไว้ชัดเจนในกรณีผู้ถูกจับที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและ มีเหตุจาเป็นเพื่อทาการสอบสวน หรือการฟ้องคดี จะต้องนาตัวผู้ถูกจับไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมง : อ่านเพิ่มเติมใน รายงานกติการะหว่างประเทศว่า ด้ ว ยสิ ท ธิ พ ลเมื อ งและสิ ท ธิ ท างการเมื อ ง (ICCPR) ฉบั บ ที่ ๒ วั น ที่ ๑๖ ธั น วาคม ๒๕๕๗, (Online) Available from http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/2012-06-20-06-19-42/2012-06-20-06-20-47/2012-07-24-08-31-51/3238-iccpr (26 May 2017)

Select target paragraph3