๑๓
๒. บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทาผิดอาญา ต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะ
พิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด
๓. ในการพิจารณาคดีอาญา บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทาผิดย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกัน ขั้นต่า
ดังต่อไปนี้โดยเสมอภาค
(ก) สิทธิที่จะได้รับแจ้งโดยพลันซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพและเหตุแห่งความผิดที่ถูก กล่าวหา
ในภาษาซึ่งบุคคลนั้นเข้าใจได้
(ข) สิทธิที่จะมีเวลา และได้รับความสะดวกเพียงพอแก่การเตรียมการเพื่อต่อสู่คดี และติดต่อกับ
ทนายความที่ตนเลือกได้
(ค) สิทธิทีจะได้รับการพิจารณาโดยไม่ชักช้าเกินความจาเป็น
(ง) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาต่อหน้าบุคคลนั้น และสิทธิที่จะต่อสู่คดีด้วยตนเอง หรือโดยผ่านผู้
ช่ว ยเหลื อทางกฎหมายที่ตนเลื อก สิ ทธิที่บุคคลจะได้รับแจ้งให้ ทราบถึงสิ ทธิในการมีผู้ ช่ว ยเหลื อทาง
กฎหมาย หากบุคคลนั้นไม่มีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมาย ในกรณีใดๆ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมบุคคล
นั้นมีสิทธิที่จะมีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งมีการแต่งตั้งให้โดยปราศจากค่าตอบแทน ในกรณีที่บุคคลนั้น
ไม่สามารถ รับภาระในการจ่ายค่าตอบแทน
(จ) สิทธิที่จะซักถามพยานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อตน และขอให้เรียกพยานฝ่ายตนมาซัก ถามภายใต้
เงื่อนไขเดียวกับพยานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อตน
(ฉ) สิทธิที่จะได้���ับความช่วยเหลือจากล่ามโดยไม่คิดมูลค่ า หากไม่สามารถเข้าใจหรือพูดภาษาที่
ใช้ในศาลได้
(ช) สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้เบิกความเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง หรือให้รับสารภาพผิด
๔. ในกรณี ของบุ ค คลที่ เป็ น เด็ กหรือเยาวชน วิธี พิจ ารณาความให้ เป็น ไปโดยคานึ งถึ งอายุแ ละความ
ปรารถนาที่จะส่งเสริมการแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของบุคคลนั้น
๕. บุคคลทุกคนที่ต้องคาพิพากษาลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการระดับเหนือขึ้น
ไปพิจารณาทบทวนการลงโทษและคาพิพากษาโดยเป็นไปตามกฎหมาย
๖. เมื่อบุคคลใดต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษในความผิดอาญา และภายหลังจากนั้นมีการกลับคา
พิพากษาที่ให้ ลงโทษบุคคลนั้น หรือบุ คคลนั้นได้รับอภัยโทษ โดยเหตุที่มีข้อเท็จจริงใหม่หรือมีข้อเท็จจริง ที่ได้
ค้นพบใหม่อันแสดงให้เห็นว่าได้มีการดาเนินกระบวนการยุติธรรมที่มิชอบ บุคคลที่ได้รับความทุกข์อัน เนื่องมาจาก