๒ ของประเทศไทยในเรื่องการละเมิดอานาจศาลให้จากัดขอบเขตของการกระทาความผิ ดไว้เฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับ การกระทาที่มีผลกระทบต่อกระบวนการในขณะที่ศาลมีการพิจารณาคดีและอยู่ในบริเวณศาลเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี สาธารณรัฐฝรั่งเศส ประเด็นที่ ๒ กระบวนการพิจารณาคดีและการลงโทษผู้กระทาความผิดฐานละเมิดอานาจศาล ตามระบบกฎหมายไทยถือว่า การละเมิดอานาจศาลเป็นมาตรการพิเศษที่ให้อานาจศาลไต่สวนหาความ จริงได้โดยไม่จาเป็นต้องยื่นฟ้องเหมือนคดีอาญาปกติทั่วไป ศาลมีอานาจไต่สวนพยานหลักฐานได้เอง มีอานาจ ค้นหาความจริงได้โดยไม่จาเป็นต้องให้โอกาสผู้กระทาความผิดแก้ข้อกล่าวหาหรือให้โอกาสตั้งทนายมาถามค้าน ไม่ จาเป็นต้องกระทาต่อหน้า ผู้กระทาความผิด และไม่ต้องมีรูปแบบที่แน่นอน นอกจากนี้ การกระทาความผิดฐาน ละเมิดอานาจศาลในบางกรณีซึ่งมีลักษณะเป็นการกระทาความผิดทางอาญาด้วยนั้น แม้ศาลจะลงโทษบุคคลนั้นใน ความผิดฐานละเมิดอานาจศาลแล้ว แต่ไม่ได้ตัดสิทธิที่ผู้เสียหายจะไปดาเนินคดีอาญากับบุคคลนั้นอีก รวมทั้งไม่ถือ ว่าเป็นการลงโทษสองครั้งในความผิดเดียวกัน ดังนั้น จึงสมควรพิจารณาทบทวนว่าการลงโทษในความผิดฐาน ละเมิ ด อ านาจศาลจ าเป็ น ต้ อ งคุ้ ม ครองสิ ท ธิ ข องผู้ ก ระท าความผิ ด โดยให้ มี ก ารไต่ ส วนข้ อ เท็ จ จริ ง หรื อ รั บ ฟั ง พยานหลักฐาน เพื่อให้โอกาสผู้กระทาความผิด ฐานละเมิดอานาจศาลสามารถโต้แย้งต่อสู้คดีซึ่งเป็นไปตามหลักฟัง ความสองฝ่ายที่เป็นหลักพื้นฐานของวิธีพิจารณาความอาญา อย่างไรก็ตาม ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นว่า ความผิดฐานละเมิดอานาจศาลไม่ใช่ ความผิดทางอาญา แต่เป็นเพียงการกระทาละเมิดต่ออานาจและหน้าที่ของศาลอันเป็นมาตรการตามวิธีสบัญญัติ เท่านั้น ซึ่งมิใช่ความผิดทางอาญา การกระทาละเมิดอานาจศาลจึงมิใช่ความผิดทางอาญา การพิจารณาลงโทษ ความผิดฐานละเมิดอานาจศาลจึงมีความแตกต่างกันไปและเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาแต่ละนาย และให้ อานาจผู้พิพากษาในการสั่งลงโทษผู้กระทาความผิดฐานละเมิดอานาจศาลได้โดยไม่จาเป็นต้องมีการสอบสวนหรือ ฟ้องร้องเพื่อพิสูจน์ความผิดก่อน ดังนั้น จึงเป็นมาตรการที่มีปัญหากระทบต่อหลักการคุ้มครองสิทธิของจาเลยใน คดีอาญา จึงเกิดความคิดเห็นทางวิชาการว่า แม้ความผิ ดฐานละเมิดอานาจศาลเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ จาเป็นต้องมีไว้เพื่อคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาล แต่ก็ควรมีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติเพื่อให้เป็นไป ตามหลักการคุ้มครองสิทธิของจาเลยในคดีอาญาและหลักสิทธิมนุษยชน ดังนี้ (๑) ควรนาหลักกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Due process) ซึ่งเป็นกระบวนการคุ้มครองสิทธิ ของจาเลยในคดีอาญามาใช้ในการพิจารณาการลงโทษฐานละเมิดอานาจศาล ทั้งนี้ ศาลจะถือว่าการลงโทษฐาน ละเมิดอานาจศาลเป็นบทบั ญญัติที่สามารถกระทาลับหลัง ผู้กระทาความผิดโดยไม่ต้องรับฟังพยานหลักฐานของ บุคคลดังกล่าวอีกต่อไปไม่ได้ ศาลจะต้องพิจารณาคดีฐานละเมิดอานาจศาลดังเช่นคดีอาญาทั่วไป โดยจะต้ องมีการ รับฟังพยานหลักฐานที่ผู้กระทาความผิดนาเสนอ และผู้พิพากษาที่ชี้ขาดตัดสินคดีละเมิดอานาจศาลจะต้องเป็นคน ละองค์คณะกับผู้พิพากษาที่พิจารณา��ดีเดิมอันเป็นมูลเหตุให้เกิดการละเมิดอานาจศาลขึ้น

Select target paragraph3