๙๒ ประการที่หนึ่ง การขาดความเป็นกลางโดยสภาพของการปฏิบัติหน้าที่ (functional in nature) ได้แก่ การใช้อานาจหน้าที่ในสถานะหรือในตาแหน่งโดยผู้พิพากษาคนเดียวกัน กล่าวคือ ผู้พิพากษานายเดียวกันนี้เป็นทั้ง ผู้เริ่มต้นคดี ค้นหาพยานหลักฐานและตัดสินคดี ประการที่สอง การขาดความเป็นกลางในลักษณะของตัวบุคคล อันเนื่องมาจากตนเองเป็น คู่กรณีผู้มีส่วน ได้เสียในการละเมิดอานาจศาลดังกล่าวด้วย เนื่องจากตนเองถูกทนายความวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติ ในขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานละเมิด อานาจศาลไม่ได้มีการบัญญัติถึงหลักความเป็นกลางของผู้พิพากษาแต่อย่างใด กล่าวคือ อานาจในการลงโท ษ บุคคลผู้กระทาการละเมิดอานาจศาล อาจดาเนินการโดยผู้พิพากษาที่เป็นคู่กรณีในความผิดฐานละเมิดอานาจศาล ก็ได้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ มาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ได้บัญญัติว่า “นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ให้นาบทบัญญัติทีถือว่าเป็นการกระทา ละเมิดอานาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณ���ความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และเมื่อมีการละเมิดอานาจ ศาล ให้ศาลปกครองมีอานาจสั่งลงโทษได้ดังนี้... ...การสั่งลงโทษฐานละเมิดอานาจศาลพึงใช้อย่างระมัดระวังและเท่าที่จาเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี และ หากเป็นการสั่งลงโทษตาม (๓) ให้องค์คณะอื่นที่มิใช่องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เป็นผู้พิจารณาและสั่ง ลงโทษ” ดังนี้จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ระมัดระวังถึงสภาพความเป็นกลางของศาลที่พิจารณาคดี มากกว่าบทบัญญั ติในประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง ๕.๔.๒ สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการสู้คดี สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการสู้คดีปรากฏอยู่ในข้อ ๑๔ วรรค ๓๑๙๖ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ว่าด้วยในการพิจารณาคดีอาญา มีหลักว่าบุคคลทุกคนซึ่งถูกกล่าวหาว่า กระทาความผิดย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่าโดยเสมอภาค อันมีสาระดังนี้ ๑๙๖ Article 14 (3) of International Covenant on Civil and Political Rights “In the determination of any criminal charge against him, everyone shall be entitled to the following minimum guarantees, in full equality:…”

Select target paragraph3