กสม. จึงได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวว่า มาตรา ๑๔ (๑) ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม
ข้างต้นยังคงเปิดช่องให้เกิดการตีความน�ำไปใช้กบั การหมิน่ ประมาทได้ โดยอาจท�ำให้เกิดความเข้าใจทีค่ ลาดเคลือ่ นและตีความ
ไปได้วา่ การน�ำข้อมูลเข้าสูร่ ะบบคอมพิวเตอร์หรือบนอินเทอร์เน็ตทีไ่ ม่เป็นความจริงและท�ำให้ประชาชนทัว่ ไปสับสนเป็นเจตนา
“โดยหลอกลวง” และอ้างมาตรา ๑๔ (๑) มาใช้ด�ำเนินคดีกับการแสดงความคิดเห็นต่อไปอีก ซึ่งการตีความลักษณะนี้อาจ
เป็นการขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งไม่สอดคล้องตามหลักการในมาตรา ๗ ของอนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรม
ทางคอมพิวเตอร์ของสภาแห่งยุโรป ที่ก�ำหนดให้การกระท�ำความผิดเกี่ยวกับการน�ำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น
มุง่ เน้นเฉพาะความผิดเกีย่ วกับ “ข้อมูลปลอม” โดยไม่ได้มแี นวคิดเรือ่ ง “ข้อมูลเท็จ”แต่อย่างใด ส่วนการแก้ไขมาตรา ๑๔ (๒)
ซึง่ ได้กำ� หนดความผิดส�ำหรับการน�ำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อนั เป็นเท็จ ๔ ลักษณะ คือ (๑) น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษา
ความมั่นคงของประเทศ (๒) น่าจะเกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยสาธารณะ (๓) น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคง
ในทางเศรษฐกิจของประเทศ และ (๔) น่าจะก่อให้เกิดความตืน่ ตระหนกแก่ประชาชนเห็นว่า การทีถ่ อ้ ยค�ำทัง้ ๔ ลักษณะข้างต้น
เป็นถ้อยค�ำที่มีความหมายกว้างขวาง ไม่มีค�ำนิยามที่ชัดเจน ไม่มีกรอบหรือหลักเกณฑ์ชัดเจนในการพิจารณาว่าการกระท�ำ
ลักษณะใดที่อาจขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและถือว่าเป็นความผิด อาจก่อให้เกิดการตีความที่เกินเลยและใช้อ�ำนาจ
แทรกแซงการแสดงความคิดเห็นและโอกาสในการรับทราบข้อมูลข่าวสารในระบบคอมพิวเตอร์เกินความจ�ำเป็น อันเป็นการ
ไม่สอดคล้องกับหลักการของ ICCPR ข้อ ๑๙ และหลักการในรัฐธรรมนูญทีใ่ ห้การรับรองและก�ำหนดขอบเขตการจ�ำกัดสิทธินนั้
๓) เสรีภาพของสื่อมวลชน
สถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ในปี ๒๕๕๙ พบว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนแม้มีสิทธิและเสรีภาพ
ในการแสดงคิดเห็นและข้อมูลข่าวสาร แต่ก็ถูกจ�ำกัดภายใต้ คสช. ที่ ๙๗/๒๕๕๗
และประกาศ คสช. ที่ ๑๐๓/๒๕๕๗ และเพิ่ ม อ� ำ นาจแก่ ค ณะกรรมการ
กิ จ การกระจายเสี ย ง กิ จ การโทรทั ศ น์ และกิ จ การโทรคมนาคมแห่ ง ชาติ
(กสทช.) และหน่วยงานดังกล่าวตามค�ำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ เมื่อ
วั น ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ลงโทษสถานี โ ทรทั ศ น์ ฝ ่ า ฝื น ประกาศ คสช.
ที่ ๙๗/๒๕๕๗ และประกาศ คสช. ที่ ๑๐๓/๒๕๕๗ ซึ่งต่อมา คณะกรรมการ
กิ จ การกระจายเสี ย งและกิ จ การโทรทั ศ น์ (กสท.) มี ม ติ สั่ ง พั ก ใช้ ใ บอนุ ญ าต
สถานี โ ทรทั ศ น์ ผ ่ า นดาวเที ย มช่ อ งพี ซ ที วี เ ป็ น เวลา ๓๐ วั น ตั้ ง แต่ วั น ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เนื่ อ งจากฝ่ า ฝื น
ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๙๗/๒๕๕๗ ตามข้อ ๓ (๕) ที่ระบุห้ามน�ำเสนอเนื้อหาที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความ
สั บ สน ยั่ ว ยุ ปลุ ก ปั ่ น ให้ เ กิ ด ความขั ด แย้ ง หรื อ สร้ า งให้ เ กิ ด ความแตกแยกในราชอาณาจั ก ร และจากการที่ พ ระราช
บั ญ ญั ติ ว ่ า ด้ ว ยการลงประชามติ รั บ ร่ า งรั ฐ ธรรมนู ญ ฯ มี ผ ลใช้ บั ง คั บ ได้ มี ก ารตรวจค้ น ที่ ท� ำ การเว็ บ ไซต์ ป ระชาไท
ตามหมายค้นของศาลอาญา เนือ่ งจากเมือ่ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ มีผสู้ อื่ ข่าวประชาไท พร้อมพวกรวม ๔ คนถูกควบคุมตัว บทที่
ทีส่ ถานีตำ� รวจภูธรบ้านโป่ง กรณีทตี่ รวจยึดเอกสารทีอ่ าจจะเกีย่ วข้องกับการกระท�ำผิดตามพระราชบัญญัตวิ า่ ด้วยการออกเสียง ๓
ประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ และผลการตรวจค้นไม่มีเอกสารที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับที่มีการตรวจยึดที่บ้านโป่ง๑๑๕
๔) การบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘
ในปี ๒๕๕๙ พบว่า นอกจากจะใช้บังคับต่อการชุมนุมในเรื่องที่
เกี่ย วข้ องกั บ การเมืองและการลงประชามติรับร่ า งรั ฐ ธรรมนูญ แล้ ว ในมิ ติ
ของการชุมนุมเรียกร้องต่อนโยบาย โครงการของรัฐ หรือความเดือดร้อน
ของประชาชนและชุมชน ประชาชนได้เรียนรู้ศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมาย
ดังกล่าวมากขึ้น เห็นได้จากกรณีชาวบ้านต�ำบลแม่อ้อ อ�ำเภอพาน จังหวัด
๑๑๕
จาก ตร.ค้นประชาไท ไม่พบเอกสารประชามติโยงกรณีจับที่บ้านโป่ง, โดย ประชาไท, ๒๕๕๙, สืบค้นจาก https://prachatai.com/journal/2016/07/66838
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
95
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙