สถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
การพัฒนาทัศนคติและความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายกับสถานการณ์พิเศษของ ๓ จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ต้องตระหนักถึงสภาพความเป็นมาของปัญหาทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และภาษา ของ
คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และการฝึกอบรมถึงยุทธศาสตร์สันติวิธี
กระบวนการยุติธรรมหลังมีการรัฐประหาร นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คสช. ได้มี
ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรือ่ ง ความผิดทีอ่ ยูใ่ นอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรือ่ ง
คดีที่ประกอบด้วยการกระท�ำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอ�ำนาจศาลทหาร และฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ศาลทหาร
มีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ซึ่งส่งผลให้พลเรือนต้อง
อยู่ในอ�ำนาจการพิจารณาของศาลทหารในการกระท�ำความผิดดังต่อไปนี้ (๑) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี
รัชทายาท และผู้ส�ำเร็จราชการแทนพระองค์ (๒) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร (๓) ความผิดตาม
ประกาศหรือค�ำสั่ง คสช. (๔) บรรดาความผิดที่อยู่ในอ�ำนาจศาลทหารพิจารณาพิพากษาตามค�ำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗
ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และค�ำสั่ง คสช. ฉบับอื่น (๕) คดีที่มีข้อหาว่ากระท�ำความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืน
เครือ่ งกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ตามพระราชบัญญัตอิ าวุธปืน เครือ่ งกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิง่ เทียมอาวุธปืน
พุทธศักราช ๒๔๙๐ อีกทั้ง คสช. ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ –
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘ ส่งผลให้การพิจารณาของศาลทหารในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นศาลทหารในเวลาไม่ปกติ จึงไม่สามารถ
ที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาค�ำพิพากษาได้ แม้ว่าต่อมาได้มีการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกไปแล้ว แต่คดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่มี
การประกาศกฎอัยการศึก แล้วการพิจารณาคดียังไม่สิ้นสุด ถือเป็นคดีที่เกิดในเวลาไม่ปกติยังคงต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา
การเยียวยา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๕ มาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗
ได้คมุ้ ครองบุคคลทีต่ อ้ งค�ำพิพากษาถึงทีส่ ดุ ให้ลงโทษในความผิดอาญา และภายหลังจากนัน้ มีการกลับค�ำพิพากษาทีใ่ ห้ลงโทษ
บุคคลนัน้ หรือบุคคลนัน้ ได้รบั อภัยโทษต้องได้รบั การชดเชยตามกฎหมาย ซึง่ เป็นทีม่ าของพระราชบัญญัตคิ า่ ตอบแทนผูเ้ สียหาย
และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จ�ำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยบัญญัติขึ้นเพื่อรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือ
จากรัฐของบุคคล ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระท�ำความผิดอาญาของผู้อื่นโดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
การกระท�ำความผิดนั้น และไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น รวมทั้งการรับรองสิทธิในการรับ
ค่าทดแทนและค่าใช้จ่าย ในกรณีของบุคคลซึ่งตกเป็นจ�ำเลยในคดีอาญาและถูกด�ำเนินคดีโดยพนักงานอัยการและถูกคุมขัง
ระหว่างการพิจารณาคดี หากปรากฏตามค�ำพิพากษาอันถึงทีส่ ดุ ในคดีนนั้ ว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นทีย่ ตุ วิ า่ จ�ำเลยมิได้เป็นผูก้ ระท�ำ
ความผิด หรือการกระท�ำของจ�ำเลยไม่เป็นความผิด ซึง่ ถือเป็นกฎหมายทีบ่ ญ
ั ญัตอิ อกมาเพือ่ การเยียวยาทัง้ ผูท้ เี่ สียหายจากการ
กระท�ำความผิดอาญาและจ�ำเลยทีไ่ ด้รบั ความเสียหายจากความผิดพลาดในกระบวนการยุตธิ รรม อย่างไรก็ตาม การเยียวยา
ตามพระราชบัญญัตคิ า่ ตอบแทนผูเ้ สียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จา่ ยแก่จำ� เลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ ยังไม่ครอบคลุม
ความเสียหายในหลายกรณี เช่น กรณีการถูกคุมขังในระหว่างสอบสวน กรณีทศี่ าลยกฟ้องเนือ่ งจากยกประโยชน์แห่งความสงสัย
ให้แก่จ��ำเลย กรณีการควบคุมตัวโดยไม่ชอบแล้วศาลสั่งให้ปล่อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ บทที่
๓
การถูกคุมขังเกินกว่าโทษตามค�ำพิพากษา เป็นต้น และยังมีปญ
ั หาเรือ่ งความล่าช้าในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ
ต่อมา ในปี ๒๕๕๘ ได้มปี ระกาศใช้พระราชบัญญัตกิ องทุนยุตธิ รรม พ.ศ. ๒๕๕๘ มีผลบังคับใช้วนั ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๙
โดยก�ำหนดให้ความช่วยเหลือดังนี้ (๑) ความช่วยเหลือในการด�ำเนินคดี (๒) การขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจ�ำเลย (๓)
การช่วยเหลือผูถ้ กู ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผูไ้ ด้รบั ผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน (๔) การให้ความรูท้ างกฎหมาย
แก่ประชาชน การมีกองทุนยุติธรรม ท�ำให้ประชาชนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้สะดวก
รวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังได้ให้ความส�ำคัญกับการเยียวยาความเสียหายผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งถือว่า
เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อประชาชนฉบับหนึ่ง
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
79
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙