สถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองมีความเกี่ยวข้องกับหลักการในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง
และสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี
เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๐ โดยได้ท�ำค�ำแถลงตีความ ๔ ประเด็น
ได้แก่ (๑) ข้อ ๑ วรรค ๑ เรื่อง การใช้สิทธิในการก�ำหนดเจตจ�ำนงของตนเอง การก�ำหนดสถานะทางการเมือง การด�ำเนินการทาง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างเสรี (๒) ข้อ ๖ วรรค ๕ การพิพากษาประหารชีวิตบุคคลอายุต�่ำกว่า ๑๘ ปี (๓) ข้อ ๙ วรรค
๓ ระยะเวลาในการน�ำผู้ถูกจับกุมไปศาล และ (๔) ข้อ ๒๐ วรรค ๑ การห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงคราม ซึ่งต่อมา ประเทศไทย
ได้ถอนค�ำแถลงตีความข้อ ๖ วรรค ๕ และข้อ ๙ วรรค ๓ มีผลตั้งแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นมา โดยในการเข้าเป็นภาคี
กติ ก า ICCPR รั ฐ ภาคี มี ห น้ า ที่ ต ้ อ งจั ด ท� ำ และน� ำ เสนอรายงาน
ฉบับแรก (Initial Report) ต่อคณะกรรมการประจ�ำกติกา ICCPR
ภายใน ๒ ปี ห ลั ง จากที่ เ ข้ า เป็ น ภาคี และน� ำ เสนอรายงานฉบั บ ต่ อ ไป
ในช่ ว งเวลาทุ ก ๆ ๕ ปี ส� ำ หรั บ ประเทศไทยได้ เ สนอรายงานต่ อ
คณะกรรมการฯ ฉบั บ แรกเมื่ อ ปี ๒๕๔๘ ๒๑ โดยในสมั ย ประชุ ม ที่ ๘๔
ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๙ - ๒๐
กรกฎาคม ๒๕๔๘ คณะกรรมการฯ มี ข ้ อ สั ง เกต (Concluding
Observations) ต่ อ ประเทศไทย โดยเห็ น ควรให้ มี ก ารจั ด ตั้ ง กลไก
สอบสวนที่ เ ป็ น กลางในกรณี ต ากใบ กรื อ เซะ และสงครามปราบปราม
ยาเสพติ ด เพื่ อ ประกั น ว่ า การประกาศใช้ ก ฎหมายพิ เ ศษด้ า นความ
มั่ น คงในพื้ น ที่ ช ายแดนใต้ ส อดคล้ อ งตามบทบั ญ ญั ติ ข อง ICCPR
ข้ อ ๔ ว่ า ด้ ว ยการประกาศภาวะฉุ ก เฉิ น (State of Emergency)
การทบทวนการใช้ โ ทษประหารชี วิ ต กั บ คดี ฐ านความผิ ด เกี่ ย วกั บ
ยาเสพติ ด และประกั น ว่ า ผู ้ ถู ก คุ ม ขั ง จะเข้ า ถึ ง การได้ รั บ ค� ำ ปรึ ก ษา
ทางกฎหมายและเข้าถึงแพทย์ ให้ผู้ถูกคุมขังมีโอกาสแจ้งครอบครัวทราบ
เกี่ ย วกั บ การจั บ กุ ม และสถานที่ คุ ม ขั ง มี ก ารสอบสวนทั น ที ที่ มี ก ารกล่ า วหาว่ า มี ก ารกระท� ำ ทรมานโดยเจ้ า หน้ า ที่ ต� ำ รวจ
และเมื่อมีการตายในสถานคุมขัง มีการลงโทษผู้กระท�ำผิดและจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายหรือครอบครัว การปรับปรุงสภาพเรือนจ�ำ
และใช้ ก ารจ� ำ คุ ก เป็ น การลงโทษล� ำ ดั บ สุ ด ท้ า ย การยุ ติ ก ารขั ง เดี่ ย ว มี ก ารคุ ้ ม ครองเยาวชนและไม่ ขั ง เยาวชนรวมกั บ ผู ้ ใ หญ่
มีการจัดตั้งกลไกการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือการส่งกลับคนต่างด้าว โดยเคารพต่อหลักการไม่ส่งตัวกลับ (Non – Refoulement)
มีมาตรการป้องกันและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความเห็น โดยเฉพาะการคุ้มครองนักข่าวนักหนังสือพิมพ์จากการถูกข่มขู่คุกคาม
มี ม าตรการคุ ้ ม ครองผู ้ พิ ทั ก ษ์ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนจากการถู ก คุ ก คามท� ำ ร้ า ย มี ก ารสอบสวนเมื่ อ มี ก ารกล่ า วหาว่ า บุ ค คลดั ง กล่ า ว
ถูกคุกคามท�ำร้ายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมีการเยียวยาผู้เสียหายหรือครอบครัว ตลอดจนมีมาตรการน�ำผู้กระท�ำผิดค้ามนุษย์มาลงโทษ
และคุ้มครองพยานและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
ทั้งนี้ ในเดือนเมษายน ๒๕๕๙ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้จัดท�ำรายงานคู่ขนานซึ่งประเมิน
สถานการณ์ในมิติต่าง ๆ โดยเนื้อหาครอบคลุมในประเด็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น การเข้าควบคุมการบริหาร
ประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมือ่ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ การชุมนุมทางการเมืองของกลุม่ การเมืองต่าง ๆ
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาทบทวนการใช้โทษประหารชีวิต และสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ในประเด็นการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง ปัญหาการทรมาน และกระบวนการพิจารณาเยียวยาผู้เสียหาย เป็นต้น๒๒
ประเทศไทยน�ำเสนอรายงานการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ฉบับที่ ๒ ต่อคณะกรรมการสิ���ธิมนุษยชน
แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๐
๒๒
ดูรายละเอียดรายงานได้ที่ http://www.nhrc.or.th
๒๑
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
64
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙