๒) ลักษณะของสิทธิ และการด�ำเนินมาตรการและการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง จ�ำแนกเป็น
๒.๑ สิทธิแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (non-derogable rights) ซึ่งมิอาจเพิกถอนหรือลิดรอนได้ ไม่ว่าจะอยู่ใน
สถานการณ์ใดก็ตาม เช่น สิทธิทจี่ ะมีชวี ติ อยู่ สิทธิทจี่ ะไม่ถกู ทรมาน และในกรณีทเี่ ป็นสิทธิทรี่ ฐั อาจจ�ำกัดหรือเพิกถอนได้ชวั่ คราว
(derogable rights) ในบางสถานการณ์ที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยินยอมให้รัฐกระท�ำได้เพื่อวัตถุประสงค์
บางประการ ได้แก่ ความมั่นคงของชาติความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือเพื่อศีลธรรม โดยรัฐต้องด�ำเนินการตาม
แนวทางทีเ่ ป็นทีย่ อมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น มีการบัญญัตไิ ว้เป็นกฎหมายทีช่ ดั เจน เป็นไปเพือ่ เหตุผลทีช่ อบธรรม
รัฐไม่สามารถหาวิธีการอื่นมาทดแทนได้ และการใช้อย่างจ�ำกัดและเท่าที่จ�ำเป็นได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์
และเป็นมาตรการจ�ำเป็นในสังคมประชาธิปไตย เป็นต้น
๒.๒ สิทธิบางประเภททีร่ ฐั จะสามารถท�ำให้กา้ วหน้าหรือเป็นจริงได้ โดยต้องด�ำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้
ทรัพยากรที่มีอยู่ (progressive realization of rights) ซึ่งรัฐจ�ำเป็นต้องแสดงความมุ่งมั่นและมีแนวทางการด�ำเนินงาน
อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ มีการก�ำหนดให้บรรลุเป้าหมายทีช่ ดั เจน (progressive achievement) เช่น มีแผนการปฏิบตั งิ าน
ระยะเวลา ก�ำลังบุคคลากร ผู้รับผิดชอบ และการติดตามผลการปฏิบัติอย่างแท้จริง มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ/
เหมาะสม (maximum available resources) และไม่มีการเลือกปฏิบัติ (non-discrimination)
๒.๓ การด�ำเนินมาตรการและการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง จะต้องหลีกเลีย่ งการกระท�ำทีท่ ำ� ให้
เกิดการเลือกปฏิบตั แิ บบซ�ำ้ ซ้อน (multiple discrimination) และค�ำนึงถึงอัตลักษณ์ทแี่ ตกต่างหลากหลาย ทับซ้อน และเชือ่ มโยงกัน
(intersectionality) ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งจาก (๑) ลักษณะทางชีวภาพหรือการถือก�ำเนิด อาทิ เพศก�ำเนิด (sex) ชาติพันธุ์
(ethnicity) เชื้อชาติ (race) สีผิว (color) อายุ (age) และความพิการ (disabilities) และ (๒) ลักษณะการรับรู้ หรือการให้
ความหมายในเชิงคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม อาทิ วิถที างเพศ สถานะทางสังคมของความเป็นชาย-หญิง คุณวุฒทิ างความรู้
อาชีพ หน้าที่การงาน และอื่น ๆ
๓) ความผูกพันทางกฎหมาย และหน้าทีข่ องภาคส่วนต่าง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับสิทธิมนุษยชน จ�ำแนกเป็น
๓.๑ รัฐในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ (duty-bearer) ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นภายในเขต
อ�ำนาจรัฐ (jurisdiction) รวมถึงการดูแลบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐนั้น ๆ และการด�ำเนินการที่มีผลกระทบต่อ
สิทธิมนุษยชนนอกเขตอ�ำนาจรัฐ โดยรัฐมีหน้าที่ใน ๓ ด้าน คือ
หน้าทีใ่ นการท�ำให้สทิ ธิเกิดผลในทางปฏิบตั ใิ นการจัดท�ำ
อ�ำนวยการให้เกิดขึ้นจริง (Obligation to Fulfill)
หน้าที่ในการเคารพ (Obligation to Respect)
รัฐต้องไม่แทรกแซงการใช้สิทธิของประชาชน และ
ไม่กระท�ำการ หรือละเว้นการกระท�ำใด ๆ ทีเ่ ป็นการ
กระท�ำละเมิดสิทธิมนุษยชน
รัฐต้องด�ำเนินการเชิงรุก (positive steps) ในการ
รับรองหรือประกันสิทธิของประชาชน เช่น การ
ก� ำ หนดกรอบกฎหมาย นโยบาย และ
มาต���การต่าง ๆ ที่ท�ำให้ประชาชนได้รับรู้
ถึงสิทธิดังกล่าว การประกัน ให้ประชาชน
สามารถเข้ า ถึ ง และใช้ สิ ท ธิ แ ละเสรี ภ าพ
ตามที่มีอยู่ทางธรรมชาติ และ/หรือตามที่
ได้รบั การรับรองในกฎหมายภายในและตาม
พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
หน้าทีใ่ นการคุม้ ครอง (Obligation to Protect)
รัฐต้องคุม้ ครองมิให้บคุ คลหรือกลุม่ บุคคลถูก
ละเมิดสิทธิจากบุคคลอืน่ หรือกลุม่ อืน่ ใด เช่น
ภาคเอกชน โดยรัฐต้องมีมาตรการดูแลไม่ให้
เกิดการละเมิดสิทธิ แต่หากเกิดการละเมิด
รัฐต้องเข้ามาดูแลให้การคุ้มครอง
๓.๒ ภาคธุรกิจและรัฐ (ในส่วนทีเ่ กีย่ วข้องกับการลงทุน หรือโครงการพัฒนาร่วม อาทิ รัฐวิสาหกิจ) เนือ่ งจากการ
เปลีย่ นแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึง่ มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนยิ มเป็นโครงสร้างหลักในการพัฒนา
และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท�ำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ จึงมีการก�ำหนดหลักการสหประชาชาติ
แนวทางปฏิบตั วิ า่ ด้วยการด�ำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human
Rights : UNGPs) ซึ่งก�ำหนดให้ภาคธุรกิจและรัฐ (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือโครงการพัฒนาร่วม อาทิ รัฐวิสาหกิจ)
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
44
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙