นอกจากสนธิสัญญาหลักและพิธีสารข้างต้นแล้ว ประเทศไทยยังให้สัตยาบันกับอนุสัญญาที่จัดท�ำขึ้นโดยองค์การ
แรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO)๗ รวม ๑๔ ฉบับ อาทิ อนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๑๔
เรื่อง การหยุดพักผ่อนประจ�ำสัปดาห์ในงานอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๔๖๔ (๑๙๒๑) ฉบับที่ ๑๙ เรื่อง การปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน
ในเรื่องค่าทดแทนส�ำหรับคนงานชาติในบังคับและคนต่างชาติ พ.ศ. ๒๔๖๘ (๑๙๒๕) ฉบับที่ ๑๘๒ เรื่อง การห้ามและ
การด�ำเนินการโดยทันทีเพื่อขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๒ (๑๙๙๙) เป็นต้น
๓.
กฎหมายภายในของประเทศไทย
ประกอบด้วย กฎหมาย กฎ ระเบียบภายในประเทศ นโยบาย แผนงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชน และที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อ ๑ และ ๒
๔.
ปฏิญญา ข้อมติ มาตรฐาน แนวทาง ข้อก�ำหนดระหว่างประเทศ
๑) หลักการส�ำคัญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย
๑.๑ ความเสมอภาค (equality) คือ การเคารพศักดิศ์ รีความเป็นมนุษย์ โดยทุกคนเกิดมาอย่างอิสระ และมีความ
เสมอภาคในเรื่องศักดิ์ศรีและสิทธิ และการไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination) ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสมอภาค โดยเป็น
หลักประกันในการเข้าถึง การมีอยู่ และการดูแลให้เกิดภาวะสิทธิของบุคคลที่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญ และส่งผล
กระทบต่อสารัตถะของสิทธินั้น ๆ ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทางเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ชาติพันธุ์ พื้นฐานทางสังคม
ภาษา การนับถือศาสนา การเมืองและความคิดเห็นทางการเมือง สถานะทางเศรษฐกิจ และอื่น ๆ
๑.๒ ความเป็นสากล (universality) คือ ความสามารถในการประยุกต์ใช้กับบุคคลทุกคน โดยไม่มีข้อจ�ำกัดใด ๆ
บุคคลทุกคนสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีเงื่อนไข หรือข้อจ�ำกัดใด ๆ
๑.๓ การคงอยูข่ องสิทธิแบบติดตัว และไม่สามารถถ่ายโอนได้ (inalienability) และไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้
(indivisibility) รวมถึงความเกื้อกูล (interdependency) และเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน (interrelated) ของสิทธิต่าง ๆ กล่าวคือ
คุณลักษณะของสิทธิในด้านต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้
และมักจะมีผลกระทบต่อกันในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิในด้านหนึ่งด้านใด
มีสถานะเป็นทบวงช�ำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ (specialized agency) โดยมีหน้าที่หลักในการส่งเสริมการปรับปรุงสภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ผ่านการก�ำหนด
ติดตาม และก�ำกับมาตรฐานในด้านการจ้างงาน ค่าจ้าง ระยะเวลาการปฏิบัติงาน การประกันสังคม และอื่น ๆ
๗
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
43
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙
กรอบการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
ประกอบด้วย ปฏิญญา ข้อมติ มาตรฐาน แนวทาง ข้อก�ำหนดระหว่างประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล
ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนค�ำมั่นต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ (pledge) และ/หรือ
รับรอง (accept) ไว้ต่อประชาคมระหว่างประเทศ อาทิ ในกระบวนการเสนอรายงานสถานการณ์สิท��ิมนุษยชนในประเทศ
ต่อสหประชาชาติ (Universal Periodic Review: UPR) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนของการจัดท�ำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ที่เกี่ยวกับการด�ำเนินมาตรการและการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความสมดุล เป็นธรรม และเหมาะสม
ตามสถานการณ์ภายในประเทศ ดังนั้น ในการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน กสม. ได้น�ำหลักการส�ำคัญของกฎหมาย
สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้ในการวิเคราะห์ และท�ำข้อเสนอเชิงนโยบาย กล่าวคือ
บทที่
๑