บทที่
๒
ผลการด�ำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗
หรือภาคเอกชนมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนมากขึ้นจากสถิติการร้องเรียน
ต่อ กสม. ระหว่างปี ๒๕๔๔-๒๕๖๐ ปรากฏว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง
กับการด�ำเนินธุรกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ซึง่ เกิดจากการด�ำเนินกิจการ เช่น การบริหารจัดการพลังงาน การประกอบกิจการเหมืองแร่
โครงการพัฒนาหรือการลงทุนขนาดใหญ่ เป็นต้น ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และจาก
โครงการลงทุนหรือการพัฒนาทั้งของรัฐและเอกชนสัญชาติไทยในประเทศเพื่อนบ้าน
และปัญหาสิทธิแรงงาน แรงงานข้ามชาติ และสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียและ
กลุ่มเปราะบาง ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทวีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อประเทศไทย
มีนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนระหว่างประเทศ ส่งผลให้
บริ ษั ท ข้ า มชาติ เข้ า มาลงทุ น ในประเทศไทยจ� ำ นวนมาก ในขณะที่ ก ารส่ ง ออกสิ น ค้ า
ของประเทศไทยก็เผชิญหน้ากับการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของประเทศ
คู่ค้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น กรณีการให้ใบแดงของสหภาพยุโรปต่อการท�ำประมงของไทย
เนื่ อ งจากถู ก มองว่ า การท� ำ ประมงของไทยนั้ น มี ลั ก ษะเป็ น การประมงที่ ผิ ด กฎหมาย
ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing
หรือ IUU Fishing) มาตรการเหล่านี้ถือว่าเป็นมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีอย่างหนึ่ง
ที่น�ำมาบังคับใช้ต่อประเทศที่มีการส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรป ส่งผลกระทบ
อย่างมากต่อรัฐบาลไทยตลอดจนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประมง รวมทั้งกลุ่ม
แรงงานไทยและกลุม่ แรงงานต่างด้าวหลายหมืน่ คนในอุตสาหกรรมประมง หรือการจัดระดับ
สถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในรายงาน
สถานการณ์ค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report-TIP Report) ส่งผลกระทบ
ต่อภาคการค้าและอุตสาหกรรมส่งออก ท�ำให้สินค้าและผลิตผลทางการเกษตรและ
การประมงของประเทศไทย ถูกห้ามน�ำเข้า และอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสินค้าไทย
ในสายตาผู้บริโภคชาวต่างชาติ รวมถึงท�ำให้ประเทศไทยอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า
และมาตรการการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จากประเทศคู่ค้ารายส�ำคัญอีกด้วย กสม. พิจารณา
แล้วเห็นว่าค�ำร้องเรียนประเด็นดังกล่าวมีลกั ษณะทีไ่ ม่อาจด�ำเนินการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิน้
ได้เฉพาะตัวเป็นรายกรณี แต่จ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย นโยบาย และ
แนวปฏิบัติที่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหา
และป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนั้นหรือลักษณะเดียวกันนั้นขึ้นอีก
และด้วยเหตุที่ในปี ๒๕๕๔ (ค.ศ. ๒๐๑๑) องค์การสหประชาชาติได้ให้ความเห็นชอบ
กับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (United Nations
Guiding Principles on Business and Human Rights-UNGPs) และในปี ๒๕๕๗
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ได้มีข้อมติ
ให้ประเทศสมาชิกด�ำเนินการจัดให้มแี ผนปฏิบตั กิ ารระดับชาติวา่ ด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
(National Action Plan on Business and Human Rights-NAP) ซึ่งเป็นเอกสาร
ยุทธศาสตร์ทางนโยบายที่ได้รับการพัฒนาโดยรัฐเพื่อคุ้มครองผลกระทบสิทธิมนุษยชน
อย่างร้ายแรงที่เกิดจากกิจกรรมทางธุรกิจ โดยมีความสอดคล้องไปกับหลักการชี้แนะ
แห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีความจ�ำเป็น
ทีจ่ ะต้องปรับปรุงกฎหมายภายใน กฎระเบียบ และสภาพแวดล้อมให้ตอบสนองต่อประเด็น
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ประจำ�ปีงบประมาณ ๒๕๖๑
95