บทที่
๒
ผลการด�ำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗
ผู้ถูกร้องมีมติไม่อนุมัติตามค�ำขอ เนื่องจากมีมูลน่าเชื่อว่าผู้ร้องกับพวกฯ เป็นผู้กระท�ำ
ความผิด ผู้ร้องกับพวกฯ ได้ยื่นค�ำร้องอุทธรณ์ค�ำวินิจฉัยของผู้ถูกร้อง คณะกรรมการ
บริหารกองทุนยุติธรรมได้พิจารณาอุทธรณ์และมีมติอนุมัติเงินกองทุนยุติธรรมเพื่อใช้เป็น
หลักประกันการปล่อยชั่วคราวให้แก่ผู้ร้องที่ ๑ กับพวกฯ
กรณีตัวแทนขององค์กร Protection International (PI) ประเทศไทย ซึ่งเป็น
องค์กรภาคประชาสังคมที่ท�ำงานด้านสิทธิมนุษยชนในระดับระหว่างประเทศ ได้รับแจ้ง
จากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายรายที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยว่าไม่สามารถเข้าถึง
กระบวนการยุตธิ รรมภายในประเทศได้ เนือ่ งจากคณะอนุกรรมการกองทุนยุตธิ รรมประจ�ำ
จังหวัดปฏิเสธค�ำร้องขออนุมัติหลักทรัพย์เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราว
และยังพบว่าคณะอนุกรรมการกองทุนยุติธรรมประจ�ำจังหวัดก้าวล่วงวินิจฉัยข้อเท็จจริง
แทนศาล อันถือเป็นการกระท�ำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกองทุนยุติธรรม
จากข้อเท็จจริงทั้ง ๒ กรณี กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การวินิจฉัยของผู้ถูกร้อง
ที่ปฏิเสธค�ำร้องขอรับความช่วยเหลือของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น ยังไม่ปรากฏว่า
เป็นการใช้หน้าทีแ่ ละอ�ำนาจนอกเหนือไปจากองค์ประกอบทีร่ ะเบียบหลักเกณฑ์ก�ำหนดไว้
ดังนั้น จึงยังไม่ปรากฏการกระท�ำหรือการละเลยการกระท�ำอันละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ได้กระท�ำการตอบโต้การท�ำงานเพื่อปกป้อง
ประโยชน์สาธารณะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders) ด้วยการ
ใช้ชอ่ งทางการฟ้องร้องด�ำเนินคดีตามกฎหมาย ทัง้ ในทางแพ่งและทางอาญา หรือทีเ่ รียกว่า
“การด�ำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic
Lawsuits Against Public Participation-SLAPPs)” มากขึ้น ทั้งนี้ กสม. มีข้อสังเกต
ถึงความเหมาะสมของหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติหลักทรัพย์เป็นหลักประกันใน
การปล่อยชั่วคราว ซึ่งปรากฏอยู่ในระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนยุติธรรม ว่าด้วย
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการสนับสนุนหลักทรัพย์เป็นหลักประกันในการปล่อย
ชัว่ คราว พ.ศ. ๒๕๕๔ ทีก่ �ำหนดให้คณะกรรมการบริหารกองทุนยุตธิ รรม คณะอนุกรรมการ
หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สามารถที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าผู้ยื่นค�ำขอให้มีการปล่อย
ชัว่ คราวเป็นผูท้ นี่ า่ จะกระท�ำความผิดตามทีถ่ กู กล่าวหาหรือไม่ โดย กสม. เห็นว่า การก�ำหนด
หลักเกณฑ์ไว้เช่นนี้ถือเป็นการให้อ�ำนาจวินิจฉัยความผิดของผู้ยื่นค�ำขอรับความช่วยเหลือ
ล่วงหน้าแทนศาล ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคส�ำคัญต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชน
ในการต่อสู้คดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เนื่องจากการให้ข้อวินิจฉัยล่วงหน้าดังกล่าวอาจ
ขัดแย้งกับค�ำพิพากษาของศาลที่ออกมาในภายหลัง อีกทั้งการก�ำหนดให้อ�ำนาจวินิจฉัยไว้
เช่นนี้ ยังอาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
ทีก่ �ำหนดให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตา่ ง ๆ เป็นอ�ำนาจของศาล และยังไม่สอดคล้อง
กับหลักการที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมี
ค���ำพิพากษาอันถึงทีส่ ดุ ว่าเป็นผูก้ ระท�ำผิด กสม. จึงเห็นสมควรมีขอ้ เสนอแนะในการส่งเสริม
และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ประจำ�ปีงบประมาณ ๒๕๖๑
85