รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ประจำ�ปีงบประมาณ ๒๕๖๑
50
นาฬิกา ผูเ้ สียหายที่ ๒ ได้ชกั ชวนผูเ้ สียหายที่ ๑ ให้ขบั รถยนต์เพือ่ ไปติดต่อซือ้ ขายทุเรียนกับ
ผู้เสียหายที่ ๓ เมื่อถึงต�ำบลล�ำแก่น อ�ำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ได้มีรถยนต์ ๒ ถึง
๓ คัน ขับแซงขึ้นมา มีชายวัยกลางคนลงมาจากรถยนต์และได้ใช้ปืนเล็งมาที่ผู้เสียหายที่ ๒
จากนั้นได้ควบคุมตัวผู้เสียหายที่ ๒ ไปที่ห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วจับมัดมือไว้ด้านหลัง
เอาถุงด�ำคลุมศีรษะ และท�ำร้ายร่างกายด้วยการเตะ ต่อย กระทืบ จนผู้เสียหายที่ ๒
หมดสติไป ต่อมากลุ่มชายเหล่านั้นได้จับกุมผู้เสียหายที่ ๑ และพามายังห้องพักที่โรงแรม
ดังกล่าว สังเกตพบว่าผู้เสียหายที่ ๑ ถูกท�ำร้ายเช่นเดียวกัน และจากการค้นตัวผู้เสียหาย
ที่ ๑ และที่ ๒ ก็ไม่พบว่ามียาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด ต่อมากลุ่มชายดังกล่าว
ได้บังคับให้ผู้เสียหายที่ ๒ ติดต่อล่อซื้อยาเสพติดให้เพิ่มเติม แล้วน�ำตัวผู้เสียหายที่ ๑
และที่ ๒ ไปคุมขังทีส่ ถานีต�ำรวจภูธร ก. (ผูถ้ กู ร้องที่ ๑) และได้ซอ้ มทรมานเพือ่ ให้รบั สารภาพ
บังคับให้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองได้ไปที่บ้าน
ของผู้เสียหายที่ ๓ เข้าค้นบ้านและเรียกรับเงินจากผู้เสียหายที่ ๓ จ�ำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
รวมทั้งท�ำร้ายร่างกายสามีของผู้เสียหายที่ ๓ ด้วย อีกทั้ง เมื่อตอนน�ำตัวผู้เสียหายทั้งสาม
ไปคุมขังที่เรือนจ�ำจังหวัดนั้น เจ้าหน้าที่เรือนจ�ำแจ้งกับผู้ร้องว่า เจ้าหน้าที่ต�ำรวจชุดจับกุม
สถานีต�ำรวจภูธร ก. สั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่เรือนจ�ำตรวจบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสาม
ผู้ร้องเห็นว่าการกระท�ำของเจ้าหน้าที่ต�ำรวจชุดจับกุม สถานีต�ำรวจภูธร ก. ไม่ชอบด้วย
กฎหมาย ท�ำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
มาตรการ/
แนวทางการแก้ไข
๑. ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ ควรด�ำเนินการตามกฎหมายและระเบียบกับเจ้าหน้าที่
ต�ำรวจ สถานีต�ำรวจภูธร ก. และสถานีต�ำรวจภูธร ข. (ผู้ถูกร้องที่ ๑ และ ๒) ซึ่งกระท�ำการ
อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงพนักงานสอบสวน สถานีต�ำรวจภูธร ข. ที่ละเลย
การกระท�ำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามค�ำร้องนี้
๒. ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ ควรก�ำชับเจ้าหน้าที่ต�ำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกรอบ
ของกฎหมายโดยค�ำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงเพิม่ มาตรการทีเ่ หมาะสม
เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
๓. ส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ส�ำนักงาน ป.ป.ส.)
ควรด�ำเนินการตามอ�ำนาจหน้าที่กับเจ้าหน้าที่ต�ำรวจตามค�ำร้องนี้ (ผู้ถูกร้องทั้งสอง)
ในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่ท�ำการควบคุมตัวผู้ถูกจับไม่เป็นไปตามระเบียบ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่และ
การก�ำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พ.ศ. ๒๕๔๕
๔. รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงยุตธิ รรมในฐานะเป็นผูร้ กั ษาการตามพระราชบัญญัตปิ อ้ งกัน
และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ควรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแก้ไข
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๑๕ ในส่วนของ
อ�ำนาจควบคุมผูถ้ กู จับในความผิดเกีย่ วกับยาเสพติด และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ และการก�ำกับดูแลการปฏิบัติ
หน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒๔ โดยสมควรก�ำหนดให้ใช้สถานที่ของ
ราชการเท่านั้นเป็นสถานที่ในการควบคุมผู้ถูกจับ และจะต้องมีการควบคุมการใช้อ�ำนาจ
ที่รัดกุมและตรวจสอบได้