4.5 แนวทางปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการผลการตรวจสอบเพื่อคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน
การตัดสินเป็นจุดสูงสุดของกระบวนการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และโดยทั่วไปจะมีการก�ำหนดไว้ในกฎหมาย อย่างไรก็ดี
โดยทั่วไปบุคคลของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นจะเป็นผู้ตัดสิน เช่น หากเป็นในรูปแบบ
คณะกรรมการ ก็จะให้คณะกรรมการตามจ�ำนวนที่ก�ำหนดไว้เป็นผู้ตัดสิน อย่างไรก็ตาม บางสถาบันฯ มอบหมายการตัดสินใจ
อย่างเป็นทางการให้กับเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว หรือกลุ่มเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ในสถานการณ์เหล่านี้มักจะมี
การตรวจสอบในกระบวนการที่สร้างขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินจะไม่เกิดความเสียหายและมีความสอดคล้องกัน
โดยปกติ
แนวทางในการบริหารจัดการ
ผลการตรวจสอบสามารถ
ด�ำเนินการได้อย่างน้อย
ดังต่อไปนี้
สรุปว่าเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหาทางการแก้ไขที่เหมาะสมเพื่อให้
หน่วยง��นหรือบุคคลที่มีหน้าที่ไปปฏิบัติภายในระยะเวลาที่ก�ำหนด
สรุปว่าไม่มีการละเมิดเกิดขึ้น ดังนั้น การพิจารณาข้อร้องเรียนควรได้รับการยุติ
สรุปว่าควรสืบสวน หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนกระท�ำการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
สรุปว่าเรื่องนี้ควรได้รับการส่งต่อไปยังหน่วยงานหรือบุคคลอื่นที่มีอ�ำนาจ
เกี่ยวข้อง
แม้วา่ จะไม่มแี นวทางแก้ไขทีเ่ ป็นมาตรฐานในทุกกรณี แต่หากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพบว่ามีการ
ละเมิดสิทธิมนุษยชนขึน้ ก็สามารถมีกระบวนการแก้ไขได้อย่างน้อยดังต่อไปนี้
การท�ำให้ผถู้ กู ละเมิดเหมือนไม่ถกู ละเมิดสิทธิมนุษยชน
(Make the victim whole)
หมายถึงการจัดการให้ผู้ที่ถูกละเมิดอยู่ในภาวะที่ไม่เหมือนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวไม่
สามารถระบุวิธีที่ชัดเจนได้ ขึ้นกับลักษณะและความรุนแรงของการละเมิดที่ถูกกระท�ำ และผลกระทบที่จะมีต่อผู้ถูกละเมิด
โดยรายการที่จะแสดงต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการแก้ไขที่ควรได้รับการพิจารณา
มีค�ำสั่งให้หยุดการละเมิด
มีค�ำสั่งให้ชดเชยผู้ถูกละเมิด ตามผลของความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การสูญเสีย
รายได้การจ้างงาน ต้นทุน และการฟื้นฟูสุขภาพ
มีค�ำสั่งให้ชดเชยผู้ถูกละเมิดส�ำหรับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
มีค�ำสั่งให้หน่วยงานด�ำเนินการเพื่อลดความเสียหาย เช่น จ้างบุคคลกลับมาท�ำงานใหม่ หากพบว่ามีการเลิกจ้าง
บุคคลผู้นั้นด้วยเหตุผลที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
82
มาตรฐานและแนวทางการด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ