ดังกล่าวแล้ว จากการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนพบว่า “ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน” มี แนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นกรณีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และกรณีบริษัทไทยไป ลงทุนในต่างประเทศ ทั้งนี้ปัจจุบันก็ยังไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการกำกับดูแลกรณีการประกอบธุรกิจ ข้ามพรมแดนที่มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด ในส่วนของการเยียวยาผู้ได้ รับผลกระทบด้านสิทธิ มนุษยชนจากการดำเนินโครงการทั้งของรัฐและ รัฐวิสาหกิจนั้น พบว่า การเยียวยามั กเกิดขึ้นกับกรณีโครงการที่มีผ ลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนกับประชาชน จำนวนมาก โดยการเยียวยามักเป็นผลจากกระบวนการยุติธรรม เช่น ผลจากคำพิพากษาของศาลซึ่ งมักใช้ ระยะเวลานาน เป็ นภาระแก่ผู้ได้รับผลกระทบในการพิสูจน์ความเสียหาย และมักเกิดขึ้นในรูปแบบของการ เยียวยาด้านการเงิน เช่น กรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเพื่อเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต (กรุงเทพธุรกิจ, 6 กันยายน 2559; เนชั่น, 21 กันยายน 2559) อย่างไรก็ดี ในบางกรณี ศาลก็ได้มีคำพิพากษาให้มีการเยียวยาในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากการเยียวยาด้ านการเงินด้วย เช่น กรณีที่ชาวบ้านคลิตี้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมมีคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 10 กันยายน 2560 ให้บ ริษัทคู่ความต้องฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้ได้ดังเดิมนอกเหนือจากการชดใช้ ค่าเสียหาย จำนวน 36 ล้านบาท เป็นต้น (BBC THAI, 11 Sep 2017) จากสถานการณ์ภาพรวมด้านการลงทุนข้างต้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานที่เชื่อถือได้ที่จะ สามารถระบุถึงช่องว่างของนโยบาย กฎหมาย หรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุ นของประเทศว่าเป็ นไป ตามเสาหลักที่ 1 และเสาหลักที่ 3 ของหลักการ UNGP หรือไม่ อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนิ นการให้ ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสามารถสนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยเรื่องธุรกิจ และสิทธิมนุษยชนของประเทศ (National Action Plan on Business and Human Rights หรือ NAPs) ได้ อีกด้วย ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงเห็นควรให้มีโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง “การประเมิน ข้อมูลพื้นฐานระดับชาติด้านธุรกิจและสิ ทธิมนุษยชน (National Baseline Assessment on Business and Human Rights) : นโยบาย กฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของประเทศ” ขึ้น เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ช่องว่างที่เกิดขึ้นของนโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการลงทุนของ ประเทศ ตามหลักการ UNGP ทั้งเสาหลักที่ 1 (protect) และเสาหลักที่ 3 (remedy) ว่านโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่ า ง ๆ เหล่ า นั้ น เป็ น อุ ป สรรคหรื อ เอื้ อ ให้ ภ าคธุ ร กิ จ เคารพสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน และจั ด ทำเป็ น ข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมให้การลงทุนของภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนและมีการ เยียวยาที่มีประสิทธิผลหากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น ตลอดจนใช้สนับสนุนการทำงานตามกฎหมาย ของ กสม. ในการตรวจสอบ เรื่ อ งร้ อ งเรี ย น การเฝ้ าระวั งสถานการณ์ สิ ท ธิม นุ ษ ยชน และการเสนอแนะ มาตรการหรื อแนวทางในการส่ งเสริ มและคุ้ม ครองสิ ท ธิมนุ ษ ยชนในประเด็ น ที่เกี่ยวข้อ งกับ ธุรกิจกั บ สิ ท ธิ มนุษยชน 4

Select target paragraph3