รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
๓.๒.๓
๑
โทษประหารชีวิต
หลักการด้านสิทธิมนุษยชน
สิ ท ธิ ใ นชี วิ ต /สิ ท ธิ ข องการมี ชี วิ ต อยู ่ ไ ด้ รั บ การรั บ รองไว้ ใ นรั ฐ ธรรมนู ญ
แห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ รวมทัง้ มาตรฐานและพันธกรณีระหว่างประเทศ
ด้านสิทธิมนุษยชนทีป่ ระเทศไทยเป็นภาคี โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๒ ก�ำหนดว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิต
และร่างกาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชัว่ คราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
มาตรา ๔ ก�ำหนดว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค
บรรดาที่ ช นชาวไทยเคยได้ รั บ ความคุ ้ ม ครองตามประเพณี ก ารปกครอง
ประเทศไทยในระบอบประชาธิป ไตยอัน มีพระมหากษัต ริย ์ ท รงเป็ น ประมุ ข
และตามพั น ธกรณี ร ะหว่ า งประเทศที่ ป ระเทศไทยมี อ ยู ่ แ ล้ ว ย่ อ มได้ รั บ
การคุม้ ครอง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๓ ก�ำหนดว่า คนทุกคน
มี สิ ท ธิ ที่ จ ะมี ชี วิ ต และกติ ก าระหว่ า งประเทศว่ า ด้ ว ยสิ ท ธิ พ ลเมื อ งและ
สิทธิทางการเมือง ข้อ ๖ ข้อย่อยที่ ๒ ก�ำหนดให้ประเทศที่ยังมิได้ยกเลิก
โทษประหารชี วิ ต อาจลงโทษประหารชี วิ ต ได้ เ ฉพาะคดี อุ ก ฉกรรจ์ ที่ สุ ด
(The most serious crime) ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระท�ำความผิด
ข้อย่อยที่ ๔ บุคคลใดต้องค�ำพิพากษาประหารชีวิต ย่อมมีสิทธิขออภัยโทษ
หรือลดหย่อนผ่อนโทษตามค�ำพิพากษา และข้อย่อยที่ ๕ บุคคลอายุต�่ำกว่า
สิบแปดปีที่กระท�ำความผิดจะถูกพิพากษาประหารชีวิตไม่ได้ และจะด�ำเนินการ
ประหารชีวิตสตรีขณะมีครรภ์ไม่ได้
๒
สถานการณ์ทั่วไป
สถานการณ์โทษประหารชีวิตในประเทศไทยสามารถพิจารณาจากความคิดเห็นของสังคมต่อโทษประหารชีวิต กฎหมายที่ก�ำหนดโทษประหาร
ชีวิต แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสถิติโทษประหารชีวิตในประเทศไทย ดังนี้
๒.๑ ความคิดเห็นของสังคมต่อโทษประหารชีวิต
การประหารชีวิตผู้กระท�ำผิดในอดีตมักเกิดจากแนวคิดของวัตถุประสงค์ในการลงโทษที่เน้นการแก้แค้นทดแทนเป็นส�ำคัญ อันส่งผลให้
การประหารชีวติ มีรปู แบบทีโ่ หดร้ายทารุณ เนือ่ งจากต้องการให้ผกู้ ระท�ำผิดได้รบั โทษทีส่ าสมกับโทษทัณฑ์ทไี่ ด้กระท�ำไว้กบั เหยือ่ อาชญากรรม
หากแต่เมือ่ สังคมพัฒนามากขึน้ แนวคิดของการใช้โทษประหารชีวติ เพือ่ แก้แค้นทดแทนได้ลดน้อยลง โดยการใช้โทษประหารชีวติ มีวตั ถุประสงค์
ที่ส�ำคัญนอกเหนือจากการแก้แค้นทดแทน คือ การป้องปรามสังคมไม่ให้เกิดอาชญากรรม การข่มขวัญยับยั้งผู้ที่คิดจะกระท�ำผิด ซึ่งเป็น
ทัง้ การข่มขวัญยับยัง้ เฉพาะบุคคล และการข่มขวัญยับยัง้ ทัว่ ไป ท�ำให้สงั คมเกิดความเกรงกลัวต่อการกระท�ำผิด ��รือการประกอบอาชญากรรม
นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ที่ส�ำคัญอีกประการหนึ่งของการใช้โทษประหารชีวิต คือ การตัดโอกาสผู้กระท�ำผิดออกจากสังคม อันเป็น
การท�ำให้อาชญากรหรือผูก้ ระท�ำผิดไม่มโี อกาสทีจ่ ะกระท�ำผิดในสังคมได้อกี ต่อไป แต่ปจั จุบนั แนวคิดในการปฏิบตั ติ อ่ ผูก้ ระท�ำผิดทีส่ ำ� คัญ คือ
การแก้ไขฟืน้ ฟูผกู้ ระท�ำผิด เนือ่ งจากมีความเชือ่ ต่อสาเหตุในการกระท�ำผิดตามหลักปฏิฐานนิยม (Positive School) ทีเ่ ชือ่ ว่าทุกคนเกิดมาเปรียบ
เสมือนผ้าขาวทีบ่ ริสทุ ธิห์ ากแต่ตอ้ งกระท�ำผิดเพราะสภาพแวดล้อมบีบบังคับให้ตอ้ งกระท�ำผิด อันน�ำไปสูแ่ นวทางในการปฏิบตั ติ อ่ ผูก้ ระท�ำผิด
ที่เน้นการแก้ไขฟื้นฟู เพราะเห็นว่าผู้ที่กระท�ำผิดไม่ได้เป็นผู้ที่เป็นอาชญากรโดยก�ำเนิด หากแต่ต้องเป็นอาชญากรหรือกระท�ำผิดเนื่องจาก
การถูกสภาพแวดล้อมรอบตัวที่บีบบังคับ หรือหล่อหลอมให้ต้องประกอบอาชญากรรม ดังนั้น ผู้กระท�ำผิดจึงควรได้รับโอกาสในการบ�ำบัด
แก้ไขฟื้นฟู เพื่อให้สามารถกลับเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมต่อไป ๖๒
๖๒ รายงานการศึกษา เรื่อง โทษประหารชีวิตในประเทศไทย ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๒๕๕๗ น. ๑๕๒ – ๑๕๓
49