รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
กสม. ได้จัดท�ำรายงานผลการพิจารณาเพื่อเสนอแนะนโยบาย
หรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย เรื่อง โทษประหารชีวิตและ
หลักสิทธิมนุษยชน ต่อคณะรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม กระทรวง
สาธารณสุข และส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ และต่อมากระทรวง
ยุตธิ รรมได้พจิ ารณาข้อเสนอแนะและมีความเห็นว่าควรด�ำเนินการ
ใน ๓ ด้าน คือ (๑) การศึกษาวิจยั (๒) การจัดท�ำประชามติ และ (๓)
การเตรียมความพร้อม การพัฒนามาตรการทดแทน และมาตรการ
ทางเลื อ กในการลงโทษ เพื่ อ เตรี ย มความพร้ อ มในการยกเลิ ก
โทษประหารชีวิต อย่างไรก็ดี ถ้าสังคมไทยยังมีแนวความคิดว่า
โทษประหารชีวิตเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดการกระท�ำความผิด
และท� ำ ให้ ผู ้ ก ระท� ำ ความผิ ด ได้ รั บ โทษสาสมกั บ การกระท� ำ
ในลักษณะของการแก้แค้นทดแทน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สะเทือน
ขวัญต่อความรู้สึกของประชาชน ดังเช่น กรณีคดีการข่มขืนและ
ฆาตกรรมเด็กหญิงบนขบวนรถไฟสายนครศรีธรรมราช - กรุงเทพฯ
ในปี ๒๕๕๗ ความคิดทีใ่ ห้คงบทลงโทษประหารชีวติ ก็จะยังคงมีอยู่
ในสังคมไทยต่อไป
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงความเห็นและการแสดงออกในด้านการเมือง ผ่านสื่อต่าง ๆ ตลอดจนรูปแบบของการชุมนุม
ทางการเมืองที่หลายครั้งน�ำไปสู่ความรุนแรงในสังคม หลายกรณีเกิดการละเมิดสิทธิในด้านอื่น ๆ เช่น การใช้ถ้อยค�ำที่สร้างความเกลียดชัง
(hate speech) การกระทบต่อสิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ
และสันติ ฯลฯ ทั้งต่อประชาชนทั่วไป ต่อผู้ชุมนุม และต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้รัฐมีการด�ำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่จ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพ
ในการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างเข้มข้น โดยที่หลายกรณีพบว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะป้องปรามก่อนที่จะมีการกระท�ำผิด
นอกจากนี้ การจ�ำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออกยังกระทบไปถึงการแสดงออกของบุคคลและชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อน
จากนโยบาย มาตรการและโครงการต่าง ๆ ทั้งของรัฐและของเอกชน ที่บางกรณีถูกห้ามมิให้มีการจัดประชุม เช่น การห้ามการประชุม
ของชาวบ้านเรื่องที่ดิน เเละการห้ามการประชุม เรื่อง “ผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติในเขตพะลึน” เป็นต้น
แต่ ใ นบางกรณี ยั ง มี ก ารชุ ม นุ ม ของบางกลุ ่ ม เกิ ด ขึ้ น ได้ บ ้ า ง อาทิ การชุ ม นุ ม ของกลุ ่ ม เกษตรกรและกลุ ่ ม ชาวประมงหลั ง มี ม าตรการ
ห้ามเรือท�ำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น
กสม. มี ข ้ อ เสนอแนะเกี่ ย วกั บ ร่ า งกฎหมายพระราชบั ญ ญั ติ
การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ว่า ไม่ควรใช้กฎหมายพิเศษด้าน
ความมั่นคงควบคู่กับกฎหมายชุมนุมสาธารณะ ไม่ควรแปลความ
บทบัญญัติแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ จนไม่อาจชุมนุมสาธารณะ
ได้ และควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่อ�ำนวยความ
สะดวกและจัดสถานที่ชุมนุมสาธารณะ ทั้งนี้ การก�ำหนดให้การ
ชุมนุมสาธารณะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ไม่สอดคล้อง
กับหลักการตามกติกา ICCPR และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย ประกอบกับคณะกรรมการประจ�ำกติกา ICCPR ให้ความส�ำคัญ
ต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออกว่ามีความ
จ�ำเป็นต่อความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ของรัฐ และจ�ำเป็นต่อ
การประกันสิทธิตา่ ง ๆ ในกติการะหว่างประเทศ และได้วางแนวทาง
การรอนสิทธิในเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออกว่า
การรอนสิ ท ธิ ด ้ ว ยเหตุ แ ห่ ง ความมั่ น คงของชาติ ห รื อ ความสงบ
11
เรี ย บร้ อ ยของสาธารณะ (Ordre public) หรื อ ด้ ว ยเหตุแห่ง
สาธารณสุ ข และศี ล ธรรม นั้ น รั ฐ จ� ำ เป็ น ต้ อ งด� ำ เนิ น การด้ ว ย
ความระมัดระวังอย่างยิ่ง และจ�ำเป็นต่อวัตถุประสงค์อันชอบธรรม
การจ�ำกัดสิทธิดว้ ยเหตุดงั กล่าวต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
(strict requirements) ได้สัดส่วน มีความจ�ำเพาะของกรณี
ทีจ่ ะส่งผลกระทบต่อเหตุเช่นว่า (in specific and individualized
fashion the precise nature of the threat) มีความเชื่อมโยง
โดยตรงและส่งผลชัดเจนจากการใช้สิทธินั้น (a direct and
immediate connection between the expression and
the threat) และต้องมั่นใจว่าไม่เป็นการจ�ำกัดข้อมูลสู่สาธารณะ
ของสื่อ นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างชอบธรรม