รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
หลักการปารีส
(Paris Principles)
ทั้ ง นี้ เมื่ อ มี ก ารเปลี่ ย นแปลงทางการเมื อ งการปกครองโดย
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม
๒๕๕๗ และตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๕/๒๕๕๗ ให้รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สิ้นสุดลงชั่วคราว
เว้นหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ และให้องค์กรอิสระและองค์กรอื่น
ตามรั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๕๐
ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗
ให้ รั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๕๐
สิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด ๒ และให้องค์กรอิสระ และองค์กรอื่น
ตามรั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๕๐
ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ดังนั้น ในการจัดท�ำรายงานการประเมิน
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจ�ำปีของประเทศไทย ในปี ๒๕๕๘
ของคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ (กสม.) จึ ง ถื อ เป็ น
การปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจส่วนหนึ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชัว่ คราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๕๗
(๘) และพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ (๖) ซึ่งก�ำหนดให้ กสม. มีอ�ำนาจหน้าที่
ในการจั ด ท� ำ รายงานประจ� ำ ปี เ พื่ อ ประเมิ น สถานการณ์ ด ้ า น
สิทธิมนุษยชนภายในประเทศเสนอต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
พร้อมทัง้ ให้เปิดเผยต่อสาธารณชน การจัดท�ำรายงานการประเมิน
สถานการณ์ถือเป็นการส่งเสริมให้สาธารณชนได้รับทราบถึง
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศว่า ในแต่ละปีมีเหตุการณ์
ที่ ส� ำ คั ญ ใดบ้ า งที่ มี ผ ลกระทบต่ อ สิ ท ธิ ข องประชาชนที่ มี ก าร
รั บ รองไว้ ใ นรั ฐ ธรรมนู ญ กฎหมายภายในอื่ น ๆ พั น ธกรณี
ด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี มาตรฐานระหว่าง
ประเทศที่เกี่ยวข้อง และค�ำมั่นสัญญาต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทย
ได้ให้ไว้ต่อประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งในด้านที่เป็นความ
ก้าวหน้าและความถดถอย
๑“หลักการว่าด้วยสถานะและหน้าที่ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน” (Principle relating to the Status and national institution for
protection and promotion of human rights) หรือ “หลักการปารีส” (Paris Principles) เป็นบทบัญญัติที่ก�ำหนดรูปแบบ ตลอดจนอ�ำนาจหน้าที่ องค์ประกอบและแนวทาง
การด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประชุมทางวิชาการที่กรุงปารีส ในปี ๒๕๓๔ (๑๙๙๑) และได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่
แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ในปี ๒๕๓๖ (๑๙๙๓) หลังจากการรับรองปฏิญญาเวียนนาและแ��นปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
<www.nhrc.or.th/Human-Rights-Knowledge/International-Human-Rights-Affairs/Paris-Principles.aspx> (เข้าดู ณ วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙)
2
บทที่ ๑ กรอบการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
หลักการปารีส (Paris Principles) ก�ำหนดมาตรฐานบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights
Institutions: NHRIs) ที่ส�ำคัญไว้อย่างน้อย ๕ ด้าน ซึ่ง NHRIs ควรพิจารณาด�ำเนินการ โดยในจ�ำนวนนี้มีบทบาทในการ
เฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Monitoring Function) ซึ่งครอบคลุมหน้าที่หลัก ๔ ส่วน ได้แก่ (๑) การเฝ้าระวัง
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ (๒) การเฝ้าระวังปัญหาสิทธิมนุษยชนเฉพาะเรื่อง (๓) การเฝ้าระวังสถานที่กักกันเพื่อป้องกัน
มิให้มีการกระท�ำทรมาน และเป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน และ (๔) การเฝ้าระวังและติดตามการด�ำเนินการของหน่วยงาน
ในประเทศตามข้อเสนอแนะทั้งจากกลไกตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน (Treaty-based) ซึ่งครอบคลุมกติกา
และอนุสญ
ั ญาต่าง ๆ ทีป่ ระเทศไทยเป็นภาคี จ�ำนวน ๗ ฉบับ (จากทัง้ หมด ๙ ฉบับ) และตามกลไกกฎบัตรสหประชาชาติ (Charter-based)
ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้แทนพิเศษ (Special Representative) ผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteur) กลไกทบทวนสถานการณ์
สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review : UPR) และอื่น ๆ โดยการปฏิบัติงานดังกล่าว NHRIs จะต้องค�ำนึงถึงการมี
ส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และองค์กรอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ และจะต้องอยู่บนพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด
ซึ่ง NHRIs จะต้องรักษาสมดุลอย่างเหมาะสมตามหลักการปารีส ค�ำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ และการสนองตอบต่อยุทธศาสตร์
และสถานการณ์ของประเทศเป็นส�ำคัญ๑