รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
ในปี ๒๕๕๖ มี ค วามพยายามอย่ า งเป็ น รู ป ธรรม จากฝ่ า ยบริ ห าร กระทรวงแรงงาน
องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ได้ร่วมกันทำ�บันทึกข้อตกลงร่วม โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้รัฐบาลนำ�เรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
และมีการตั้งคณะทำ�งานร่วมเพื่อติดตามผลการดำ�เนินการ และในที่สุดพบปัญหาอุปสรรค โดยกระทรวง
การต่างประเทศแจ้งว่า อนุสัญญาทั้ง ๒ ฉบับ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนที่จะมีการลงนามให้
สัตยาบัน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาอุปสรรคอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์
พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และพระราชกฤษฎีกาการรวมกลุ่มของข้าราชการพลเรือน
ที่มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกัน และกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับยังเป็นกฎหมายเชิงควบคุมลูกจ้างและข้าราชการ
มากกว่าส่งเสริมการรวมตัวเจรจาต่อรอง ในส่วนของนายจ้างที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายลูกจ้างมีพลังในการ
เจรจาต่อรอง จากข้อร้องเรียนพบว่า นายจ้างมีความพยายามกลั่นแกล้ง กีดกัน และแทรกแซงมิให้มี
การรวมตัวในรูปสหภาพ หรือทำ�ให้สหภาพแรงงานอ่อนแอ และปัญหาที่สำ�คัญที่สุดประการหนึ่ง คือ
ผู้ นำ � แรงงานและผู้ ใช้ แรงงานที่ มี ค วามเข้ า ใจและให้ ค วามสำ � คั ญ ต่ อ อนุ สั ญ ญาองค์ ก ารแรงงานระหว่ า ง
ประเทศ (ILO) ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
๓) การประเมินสถานการณ์ของการผลักดันให้ประเทศไทยให้
สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
(International Labour Organization : ILO)
ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘
ปัจจุบันมีความจำ�เป็นที่จะต้องผลักดันให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาขององค์การ
แรงงานระหว่ า งประเทศ (ILO) ฉบั บ ที่ ๘๗ และฉบั บ ที่ ๙๘ ที่ เ กี่ ย วกั บ การรวมตั ว และเจรจาต่ อ รอง
ของลูกจ้างในสถานประกอบการ ซึ่งถูกละเมิ��สิทธิมนุษยชนโดยนายจ้างมาเป็นเวลาหลายสิบปี และ
มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเร่งรัดขจัดอุปสรรคดังกล่าว โดยการ
ให้ สั ต ยาบั น อนุ สั ญ ญา ILO ฉบั บ ที่ ๘๗ และฉบั บ ที่ ๙๘ อย่ า งเป็ น รู ป ธรรม โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง การ
ตีความมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กสม. จึงขอสนับสนุน
การให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ทำ�ความเข้าใจต่อรัฐ ผู้เกี่ยวข้อง
และสังคมให้เข้าใจและตระหนักว่า สิทธิของแรงงานในการรวมตัวเจรจาต่อรองเป็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้
มี ก ารรั บ รองในรั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๔ และมี ห น้ า ที่
ในการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง ๒ ฉบับ ข้างต้น รวมทั้ง
จะต้องปรับแก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว
75