รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
๒) สถานการณ์สิทธิชุมชนและ
การมีส่วนร่วมในการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(๑) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น
จากวิกฤตการณ์น้ำ�ท่วมใหญ่ ในปี ๒๕๕๔ รัฐบาลที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำ�แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ�โดยมีการออกพระราชกำ�หนดให้
อำ�นาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ�และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕
เพื่อนำ�มาใช้สำ�หรับดำ�เนินโครงการ เพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ�อย่าง
ยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยในวงเงินงบประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาท ภายใต้แผนแม่บทการ
บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ�ที่มีโครงการก่อสร้าง เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ� พื้นที่รับน้ำ�หลากชั่วคราว (แกมลิง)
ปรับปรุงสภาพลําน้ำ� มีทางผันน้ำ� (Flood Diversion Channel) ฯลฯ ในพื้นที่ ๑๗ ลุมน้ำ� อันเป็นลักษณะ
ของโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนในวงกว้างขึ้นเกือบทั่วประเทศ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูล
ข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน องค์กรภาคเอกชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบในชุมชนต่างๆ
ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำ�เนินการแล้วแต่ไม่เป็นผล จึงรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้
ได้รับความคุ้มครองสิทธิในเรื่องนี้
ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ศาลปกครองเห็นว่า การจัดทำ�แผนแม่บทการบริหาร
จัดการทรัพยากรน้ำ�ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญจึงให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา ๕๗ วรรค ๒
และมาตรา ๖๗ วรรค ๒ ของรั ฐ ธรรมนู ญ ด้ ว ยการนำ � แผนแม่ บ ทการบริ ห ารจั ด การทรั พ ยากรน้ำ � ไป
ดำ�เนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง และดำ�เนินการให้มีการ
ศึกษาและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนจะดำ�เนิน
การจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน (Module) ซึ่งต่อมา รัฐบาล โดยสำ�นักนายกรัฐมนตรีได้
ดำ�เนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนขึ้นในทุกจังหวัดที่มีโครงการ แต่ประชาชน
และนั ก วิ ช าการที่ เข้ า ร่ ว มต่ า งเห็ น ว่ า การจั ด ทำ � เวที ป ระชาพิ จ ารณ์ ดั ง กล่ า วกลั บ เป็ น เวที ที่ ส ร้ า งปั ญ หา
และเป็นการละเมิดสิทธิเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้จัดการประชาพิจารณ์มิได้ประสงค์จะให้ชุมชนเข้ามามี
ส่วนร่วมอย่างแท้จริง การประชาพิจารณ์ที่จัดขึ้นจึงไม่อาจถือว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
อย่างทั่วถึง และลักษณะของการจัดเวทีการรับฟั��ความคิดเห็นเป็นเพียงงานแสดงนิทรรศการเพื่อเป็น
การโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น จนนำ�ไปสู่การโต้แย้งและฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อตรวจสอบการกระทำ�
ของรัฐบาลในเรื่องนี้อีกครั้ง
59