สมัชชาคนจน จนได้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ และ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นแนวทางในการ
แก้ไขปั ญหาที่ดิน ในเขตป่ าร่ วมกับ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ โดยได้มีการสารวจรางวัดและกันพื้นที่ทากิน
โดยเฉพาะพื้นที่ ไร่หมุนเวียนของชาวบ้านออกจากพื้นที่อุทยานฯ จนกระทั้งกระบวนการตรวจสอบ
พิสูจน์สิทธิ์ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการระดับอาเภอ เตรียมส่งต่อให้คณะกรรมการระดับ
จังหวัดพิจารณา ต้องยุติลง เนื่องจากรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๑ ที่เสนอ
โดยกรมป่าไม้ ซึ่งมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าขัดแย้งกันแนวทางเดิมของเครือข่าย ผลจาก
การร่วมรางวัดที่ดินในครั้งนั้นทาให้ชาวบ้านต้องสูญเสียพื้นที่ไร่หมุนเวียนไปกว่าครึ่งหนึ่งของที่เคยมีอยู่
และต้องลดรอบการหมุนเวียนพื้นที่ไร่ลงจากประมาณ ๗-๑๐ ปี เป็น ๓-๕ ปีเป็นส่วนใหญ่
ขบวนการต่อสู้ เรี ย กร้ องสิ ทธิในที่ดินท ากิน ของชาวบ้านยัง คงด าเนินไปอย่ างต่ อเนื่ อง ในปี
พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ เข้าร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ หรือ สกน เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอีก
ครั้ง การแก้ไขปัญหายังคงไม่มีความคืบหน้าและถูกยกเลิกอีกครั้งเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๗
ช่วงประมาณปี ๒๕๕๐ เกิดปัญหาหมอกควันทั่วพื้นที่ภ าคเหนือและมีกระแสความตื่นตัวเรื่อง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทาให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้าทา ไร่
หมุนเวียนมากขึ้นอีก ปี ๒๕๕๓ ชาวบ้านกลางถูกเจ้าหน้าที่ยึดพื้นที่ทากินและประกาศให้เป็นพื้นที่ที่จะ
ถูกดาเนินคดีหากผู้ใดเข้าไปทากินในพื้นที่นี้จะถูกข้อหาทาลายป่าและทาให้อากาศร้อนขึ้นหรือที่ชาวบ้าน
เรียกกันว่า คดีโลกร้อน
ความพยายามแก้ไขผลกระทบจากนโยบายการประกาศเขตป่าของรัฐซ้อนทับพื้นที่ของชุมชน
ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔ เป็นต้นมา ทาให้ชาวบ้านบ้านกลางและชุมชนรอบข้างถูกจากัดสิทธิ ในด้านต่างๆ
อาทิ สิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดินทากิน ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านกรณีการทา
ไร่หมุนเวียน สิทธิในการเข้าถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จาเป็น ตลอดจนถึงนโยบายการย้าย
คนออกจากป่า เป็นต้น แรงกดดันต่างๆ เหล่านี้ทาให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาต่อสู้เ รียกร้องสิทธิและความ
เป็นธรรมจากรัฐ ในปี พ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๔๐ ชาวบ้านได้เข้าร่วมการเรียกร้องให้รัฐบาลในขณะนั้นแก้ไข
ปัญหาที่ดินในเขตป่าร่วมกับสมัชชาคนจน จนได้มติ ครม.๑๗, ๒๙ เมษายน ๒๕๔๐ เป็นแนวทางในการ
แก้ไขปัญหาโดยร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทาการสารวจรังวัดพื้นที่ทากิ นโดยเฉพาะพื้นที่ไร่หมุนเวียน
และผ่านความเห็นชอบของคณะทางานระดับอาเภอ ส่งต่อคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อพิจารณา แต่
รัฐบาลได้ยกเลิกมติดังกล่าว เพราะกรมป่าไม้ได้เสนอมติ ครม.๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นปัญหาต่อการ
แก้ไข กระบวนการดาเนินการที่ผ่านมาจึงต้องยุติลง
พ.ศ.๒๕๓๘ นับเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการอนุรักษ์ป่าของชุมชนบ้านกลาง มีการรวมตัวกัน
เป็นคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านกลาง ตั้งกติกาและกิจกรรมร่วมกันในการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ ตาม
วัฒนธรรมการจัดการป่าที่ถ่ายทอดกันมาแต่เดิม นาหลักปฏิบัติทางศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นศาสนาของ
หมู่บ้านมาใช้ในการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า เช่น การบวชป่า การห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นต้น
พ.ศ.๒๕๔๕ ได้ร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เรียกร้องให้รัฐบาล แก้ไขปัญหา แต่
ได้ มี ก ารยกเลิ ก คณะกรรมการฯ เมื่ อ ๒๓ มี น าคม ๒๕๔๗ กระบวนการแก้ ไ ขปั ญ หาจึ ง ยุ ติ ล ง จน
พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นหมู่บ้านเป้าหมายการแก้ไขปัญหาที่ดินภายใต้กลไกของรัฐบาล โดยได้ดาเนินการสารวจ
ที่ดินทากินรายแปลงในแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ มีแนวทางบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน
มีกฎระเบียบการจัดการที่ดินและคณะกรรมการที่ดินระดับชุมชน จนมาถึงช่วง พ.ศ.๒๕๕๓ ได้มีการยื่น
คาขอโฉนดชุมชนตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.๒๕๕๓ และได้
๖๖