ดังกล่าวได้กระจายอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีระบบไร่หมุนเวียนโดยเฉพาะเขตภาคเหนือ
แม้ประเทศไทยยั งมิ ได้ลงนามรับรอง“ปฏิญญาว่ าด้วยสิ ทธิของประชาชนท้ องถิ่ นดั้ งเดิ มแห่ ง
สหประชาชาติ ” (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples) ซึ่ ง มี ก าร
กล่าวถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองไว้อย่างชัดเจน อาทิ การยืนยันถึงความเสมอภาคของชนเผ่าพื้นเมืองที่เท่า
เทียมกับคนอื่นและการเคารพและส่งเสริมสิทธิอันติดตัวมาแต่กาเนิด ซึ่งได้มาจากโครงสร้างทางการเมือง
เศรษฐกิจ และสังคม และจากวัฒนธรรม ประเพณีทางจิตวิญญาณ ประวัติศาสตร์และปรัช ญาของตน
โดยเฉพาะสิทธิเหนือที่ดิน เขตแดน และทรัพยากรของตน เป็นต้น อย่างไรก็ตามตราสารระหว่างประเทศ
ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีสองฉบับ ได้แก่ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ
สิทธิทางการเมือง (International Covenant on Political and Civil Rights - ICCPR) และกติการะหว่าง
ประเทศว่ า��้ วยสิ ทธิ ทางเศรษฐกิ จ สั งคม และวั ฒนธรรม (International Covenant on Economic,
Social and Cultural Rights - ICESCR)๓ ได้ มี บทบั ญญั ติ ที่ กล่ าวถึ ง สิ ทธิ ของประชาชาติ ทั้ งปวงในการ
กาหนดเจตจานงของตนเองและการจัดการโภคทรัพย์และทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐภาคีแต่ละรัฐแห่งกติกา
นี้รับที่จะเคารพและประกันแก่ปัจเจกบุคคลทั้งปวงภายในดินแดนของตนและภายใต้เขตอานาจของตนใน
สิทธิทั้งหลายที่รับรองไว้ในกติกานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกใดๆ
แม้จะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาในประเด็นไร่หมุนเวียน รวมไปถึงวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยง
โดยเฉพาะกับประเด็นด้านสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม
อาทิ การเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาสิทธิของชุมชนที่อาศัยอยู่กับทรัพยากรป่าไม้ของเครือข่ายกลุ่ม
เกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) หรือแม้แต่ความพยายามผลักดัน
กฎหมายป่าชุมชนในช่วง พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นปัญหาในการทาไร่หมุนเวียนของ
ชุมชนกะเหรี่ยง ที่เผชิญกับเหตการณ์ถูกเจ้าหน้าที่รัฐสั่ งห้ามทาไร่ ห้ามใช้ที่ดิน ตลอดจนการจับ กุม
ดาเนินคดี จนเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๗ ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา
และน ามาซึ่ ง งานวิ จั ย ชิ้ น ส าคั ญ ในเวลาต่ อ มา โดยระบุ ข้ อ เสนอส าคั ญ เพื่ อ การคุ้ ม ครองส่ ง เสริ ม ไร่
หมุนเวียนให้เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม๔ จนกระทั่งในระยะต่อมาได้ถูกผลักดันจนเกิดมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หรือมักเรียกกันอย่างง่ายว่า “มติกะเหรี่ยง” เพื่อเป็นเครื่องมือระดับนโยบาย
ที่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และแม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว แต่การดาเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิ
ในวิถีไร่หมุนเวียน ที่เป็นหนึ่งในประเด็นสาคัญตามมติดังกล่าวยังคงประสบปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะ
ประเด็นข้อกฎหมาย เช่น กฎหมายด้านป่าไม้ หรือแม้แต่การที่ประเด็นสิทธิชุมชนท้องถิ่นตามที่รัฐธรรมนูญได้
ให้การรับรองไว้ยังไม่สามารถมีผลในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน
ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงนี้เอง อีกด้านหนึ่งของขบวนการแก้ไขปัญหายังขาดข้อมูลพื้นฐานที่
จาเป็น อาทิ จานวนชุมชนชาวกะเหรี่ยง ขอบเขตพื้นที่การทาไร่หมุนเวียน ซึ่งนับเป็นอุปสรรคสาคัญที่ส่งผลทา
ให้ไม่สามารถพัฒนาข้อมูลและเนื้อหาไปสู่การผลั กดันความก้าวหน้าระดับนโยบายได้ จากสถานการณ์
ดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับการที่สานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการจัดทา
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ ๑ (๑) – (๓) และข้อ ๒ (๑) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ
ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ ๑ (๑) – (๓) และข้อ ๒ (๑) – (๒)
๔ โปรดดูเพิ่มเติมในงานวิจัย “ระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน: สถานภาพและความเปลี่ยนแปลง” (เล่ม ๒) พ.ศ.๒๕๔๗ โดยคณะ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๓
๒