สอดคล้องกับงานศึกษาของสืบสกุล กิจนุกร (๒๕๕๘) ๑๗ ในประเด็นผลกระทบจากปฏิบัติการ ตามคาสั่ ง คสช. ฉบั บ ๖๔/๒๕๕๗ ฉบับที่ ๖๖/๒๕๕๗ และแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทาลาย ทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมี ข้อสรุปสาคัญหลายประการ ได้แก่ ประเด็นคาสั่ง คสช. ฉบับที่ ๖๔ และ ๖๖/๒๕๕๗ เป็นจุดเปลี่ยน สาคัญของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การจัดการที่ดินและป่าไม้ที่หันไปใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหาเป็น หลัก มากกว่าการทางานร่วมกันระหว่างประชาชนในพื้นที่ป่ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาสั่งทั้งสองฉบับ นี้ได้ทาการรวบอานาจการบริหารจัดการป่าไม้จากหน่ วยงานราชการให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ หน่วยงานความมั่นคง ที่นาโดยกองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ. รมน.) คาสั่ง ให้ปฏิบัติการในพื้นที่ป่าไม้มุ่งเน้นไปยังการใช้กาลังเจ้าหน้าที่เข้าทาการจับกุมบุคคลและยึดคืนพื้น งานศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นผลการดาเนินงานตามคาสั่ง คสช. ที่ถูกนาเสนอให้เห็นจานวนตัวเลข การจับกุมประชาชนและการยึดคืนพื้นที่นั้น มิได้มีการจาแนกแยกแยะให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นกลุ่ม นายทุนหรือขบวนการใดที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลจากเครือข่ายภาคประชาชน ที่ได้พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้มาโดยตลอดกลับแสดงให้เห็นว่า คาสั่ง คสช. ทั้งสอง ฉบับได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อยู่อาศัยและทากินอยู่ในเขตป่าเป็นจานวนมาก ประชาชนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับการถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ดาเนินคดี กดดันให้ออกจากพื้น ที่ รื้อถอน ทาลายทรัพย์สิน เป็นต้น ในขณะที่พวกเขากาลังอยู่ในกระบวนการเจรจาต่อรองกับหน่วยงานภาครัฐ และร่วมมือกันหาทางออกอย่างสันติวิธี ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจึงช่วยยืนยันว่าคาสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ สร้างความสูญเสีย ความขัดแย้งตึงเครียดให้กับประชาชนเป็นอย่างมากแม้แผนแม่บทฯ ดังกล่าวจะเป็น นโยบายที่กาลังดาเนินการอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน แต่กลับมีการใช้กลไกทาง เครื่องมือที่ล้าสมัยและเป็น ปัจจัยสาคัญที่ก่อให้เกิดปัญหามาตั้งแต่ยุคอดีต โดยเฉพาะการใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ อันเป็นหลักการ มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ที่เป็นไปตามมติ คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดยมีมาตรการและแนวทางที่สาคัญ คือนโยบายการตรวจสอบ พิสูจน์การครอบครองที่ดินของราษฎร โดยมีห ลักเกณฑ์สาคัญในการพิสูจน์สิทธิ์ ที่นอกจากไม่สามารถ แก้ไขปัญหาได้แล้ว ซ้าร้ายยังสร้างผลกระทบต่อเนื่อง ได้แก่ หลักการใช้ภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผน ที่ทหาร (หากไม่มีให้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม) ซึ่งถ่ายภาพพื้นที่นั้นไว้เป็นครั้งแรกหลังวันสงวนหวงห้ามเป็น พื้นที่ป่าตามกฎหมายครั้งแรก ตรวจสอบร่องรอยการทาประโยชน์ต่อเนื่องมาก่อนวันสงวนหวงห้ามเป็ น พื้ น ที่ ป่ า ไม้ ต ามกฎหมายครั้ ง แรกและต้ อ งพิ จ ารณาร่ ว มกั บ พยานหลั ก ฐานอื่ น ซึ่ ง แสดงว่ า ได้ มี ก าร ครอบครองทาประโยชน์ต่อเนื่องมาก่อนวันสงวนหวงห้ามนั้นๆ ด้วยการสารวจรังวัดดาเนินการโดย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งมักจะเป็นคู่พิพาทกับประชาชนในพื้นที่ ประเด็นการไม่รังวัดพื้นที่ที่มีความลาดชันเกิน ๓๕ % หรือประมาณ ๓๙ องศา ซึ่งไม่สอดคล้อง กับข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือ การไม่รังวัดพื้นที่ไร่หมุนเวียน ซึ่ง เป็นภูมิปัญญาของกลุ่ม���าติพันธุ์บนที่สูงในการรักษาระบบนิเวศน์ การนิยามพื้นที่ล่อแหลม มีลักษณะตัด วิถีคนกับป่าออกจากกันแบบเหมารวมด้วยแนวคิดเชิงเดี่ยวแบบรัฐ เช่น นิยามว่าพื้นที่ที่มีความสวยงาม ตามธรรมชาติหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นพื้นที่ล่อแหลม กล่าวได้ว่า มติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ดูเพิ่มเติมในรายงานผลกระทบปฏิบัติการตามคาสั่ง คสช. ฉบับ ๖๔/๒๕๕๗ ฉบับที่ ๖๖/๒๕๕๗ และแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการ ทาลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดย สืบสกุล กิจนุกร สนับสนุนโดย สานักประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) พ.ศ.๒๕๕๘ ๑๗ ๒๙

Select target paragraph3