ตราเป็นกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ได้รอให้มีกฎหมายออกมา แต่ลุกขึ้นมาใช้สิทธินี้กัน
อย่างกว้างขวางในรูปแบบต่างๆ
หลังจากที่สิทธิชุมชนถูกรับรองไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.๒๕๔๐ ได้ส่งผลต่อความ
สานึกใหม่ให้กับประชาชนในการตระหนักถึงสิทธิของตนและของชุมชนที่มีต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมของตนเองและชุมชน อย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ช่วงระยะเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงมโน
ทัศน์และวิสัยทัศน์ของประชาชน ที่ก่อนหน้านี้ถูกเบียดขับออกจากฐานทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง
หรือถูกแย่งชิงทรัพยากร ด้วยนโยบายการพัฒนาของรัฐในช่วงก่อนหน้านี้ การมีสานึกนี้ได้ก่อให้เกิดการ
ลุกขึ้นมาของชาวบ้านในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐที่เข้าแย่งชิงทรัพยากรของชุมชน
เกิดการรวมตัวกันของชุมชนที่ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันกลายเป็นกลุ่มเป็นเครือข่าย ในภาคเหนือ
อาทิเช่น เครื อข่ายเกษตรกรภาคเหนื อ แนวร่ว มเกษตรกรภาคเหนื อ เครือข่ายป่ าชุมชน สหพัน ธ์
เกษตรกรภาคเหนือ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนอ้างอิงหรื อยึดเอาแนวคิดอุดมการณ์ “สิทธิชุมชน” เป็น
เครื่องมือในการขับเคลื่อนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการผลักดัน พรบ.ป่าชุมชน (ฉบับประชาชน) , พรบ.เหล้า
พื้นบ้าน , นโยบายโฉนดชุมชน ฯลฯ จะเห็นได้ว่า ฐานของสิทธิอานาจจึงย้ายจากบุคคลมาเป็นฐานของ
ชุมชน ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายต่อรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ต่อมาการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ได้ตราบทบัญญัติรับรอง
สิทธิชุมชนไว้ในมาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ โดยมาตรา ๖๖ บัญญัติว่า “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน
ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์ห รือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการ การบารุงรักษา และการใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล และ
ยั่งยืน” และมาตรา ๖๗ วรรคแรก บัญญัติว่า “สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการ
อนุรักษ์ บารุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และ
ในการคุ้มครองส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดารงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องใน
สิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุข ภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับ
ความคุ้มครองตามความเหมาะสม” วรรคสองบัญญัติว่า “การดาเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อ าจ
ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และ
สุขภาพ จะกระทามิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ
ประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน
รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทน
สถาบั น อุดมศึกษาที่จั ดการการศึกษาด้ านสิ่งแวดล้ อมหรือทรัพยากรธรรมชาติห รือด้านสุขภาพ ให้
ความเห็นประกอบก่อนมีการดาเนินการดังกล่าว”
ส่วนวรรคสามบัญญัติว่า “สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ ตามบทบัญญัตินี้ ย่อม
ได้รับความคุ้มครอง” จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดสิทธิชุมชนขึ้นทันที
โดยไม่ต้องไปบัญญัติเป็นกฎหมายอีก ซึ่งเป็นการให้สิทธิอย่างกว้างแก่ประชาชน หากรัฐต้องการจากัด
สิทธินี้จะต้องไปออกเป็นกฎหม��ยมาจากัด
ใน“รั ฐ ธรรมนู ญ ๒๕๖๐” ฉบับปัจจุบันที่ได้ประกาศใช้แล้ วนั้น ในส่ ว นของประเด็น “สิ ทธิ
เสรีภาพและหน้าที่ของรัฐ” ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็น
๒๒