ให้เสมอภาคกันตามกฎหมายภายใต้ศาลและกระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองของรัฐ การใช้สิทธิอย่าง
ทั่วถึงและเสมอภาคในทางการเมือง กิจกรรมสาธารณะและบริการสาธารณะ สิทธิของพลเมืองในเรื่อง
ต่างๆ ทุกเรื่อง
ส่วนที่ ๒ (ข้อ ๗-๑๖) ว่าด้วยคณะกรรมการ การเสนอรายงาน การรับข้อร้องเรียนระหว่างรัฐ
การดาเนินการ การไกล่เกลี่ยและการยุติข้อพิพาทของคณะกรรมการและส่วนที่ ๓ (ข้อ ๑๗-๒๕) ว่าด้วย
การลงนามเข้าเป็นภาคี การมีผลบังคับใช้เงื่อนไขในการตั้งข้อสงวนและการถอนข้อสงวน การเพิกถอน
อนุสัญญาและการเสนอข้อพิพาทสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
- ปฏิ ญ ญาสากลยู เ นสโกว่ า ด้ ว ยความหลากหลายทางวั ฒ นธรรม พ.ศ.๒๕๔๔ (UNESCO
Universal Declaration on Cultural Diversity ๒๐๐๑)
- ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ (Universal Declaration
on the Rights of Indigenous Peoples ๒๐๐๗) ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒ นาเป็นกติการะหว่ าง
ประเทศ หรืออนุสัญญาที่มีผลบังคับใช้ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศและแม้ว่าในปัจจุบันปฏิญญา
เหล่านี้ยังไม่มีลักษณะเป็นสนธิสัญญาที่มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ปฏิญญาเหล่านี้เป็นการ
แสดงเจตจานงที่จะคุ้มครองสิทธิของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะและแตกต่างชนกลุ่มใหญ่ของรัฐประชา
ชาติต่างๆ (ซึ่งโดยปกติในทางวิชาการมักเรียกว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” หรือ “ชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย”)
นอกจากนั้น ยังมีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological
Diversity: CBD) ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ถือเป็นกฎหมายระหว่าง
ประเทศที่ จั ด ตั้ ง ขึ้ น เพื่ อ สร้ า งความร่ ว มมื อ ของประเทศภาคี ใ นการอนุ รั ก ษ์ แ ละใช้ ป ระโยชน์ ค วาม
หลากหลายทางชีวภาพให้เกิดความยั่งยืนและเป็นธรรม อนุสัญญานี้ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ
๑) เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ๒) เพื่อใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่าง
ยั่งยืน และ ๓) เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม
ส่วนพิธีศาลคาร์ตาเฮนา (Cartegena Potocol) ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.
๒๕๔๘ เป็ น ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับ ความปลอดภัยทางชีว ภาพของสิ่ งมีชีวิต ดัด แปลง
พันธุกรรม (GMOs) ที่ครอบคลุมไปถึงการเคลื่อนย้ายข้ามแดนส่งผ่าน ดูแล และการใช้ประโยชน์ที่อาจมี
ผลกระทบที่ไม่เอื้ออานวยต่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
๒.๒.๒ แนวคิดสิทธิชุมชนกับรัฐธรรมนูญไทย
เป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐไทยมุ่งเน้นการปกครองแบบรวมศูนย์อานาจอยู่ที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะ
อานาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน ป่าไม้ น้า ล้วนอยู่ภายใต้การกาหนดจากรัฐบาลส่วนกลาง
โดยขาดการเปิดพื้นที่การส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและส่งผลให้สิทธิของประชาชนใน
ทรัพยากรเหล่านั้น ไม่ได้ถูกรับรองอย่างที่ควรจะเป็น สิทธิชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงโดยเฉพาะ
สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปรากฎอยู่ในจารีตประเพณีที่แสดงออกโดยพิธีกรรมและข้อห้าม
ต่างๆของชุมชนและเป็นส่วนสาคัญในการดารงปึกแผ่นของชุมชนก่อนที่รัฐจะเข้ามามีบทบาทหลักในการ
จัดการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงจนสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก วาทกรรมชาวเขาที่ถูกกล่าวหาว่าล้า
หลัง บ่อนทาลายชาติ เป็นตัวปัญหาในการทาลายป่าจนถึงขั้นถูกจับกุมในข้อหาตัดไม้ทาลายป่าทั้งๆ ที่
ทาไร่อยู่ในที่ดินเดิมของตนเองที่ถูกประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนหวงห้��ม (รัตนาพรและคณะ, ๒๕๔๖)
หากพิจารณามุมมองสิ ทธิชุมชนซึ่งครอบคลุมถึงโลกทัศน์ (World View) และจักรวาลทัศน์
(Cosmology) ของชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิมผ่านการวิเคราะห์ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการควบคุ มและ
๑๘