เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โดยได้จาแนกประเภทการทาไร่ออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ ไร่หมุนเวียน การทาไร่
แบบย้ายที่ การทาไร่แบบคนเมือง การแบ่งวิธีการทาไร่ของ Keen ยังให้ความสาคัญกับการแบ่งตามชาติ
พันธุ์ของผู้ที่ทาไร่มากกว่าที่จะดูความแตกต่างของระบบนิเวศ และให้ความสาคัญต่อการวิเคราะห์แรง
กดดันของประชากร ในฐานะแรงกดดันภายในที่ส่งผลทาให้รอบหมุนเวียนสั้นกว่าเดิม นอกจากนั้ น และ
การเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นเหตุผลสาคัญที่กดดันให้ต้องบุกเบิกที่ดินเพื่อเปลี่ยนที่ไร่เป็นที่นาในพื้นที่ที่
สามารถนาน้าเข้านาได้
หากพิจารณาในบริบทการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในการใช้ที่ดินทางการเกษตรในแถบป่า
ไม้เขตร้อน (tropical forest) ในช่วง ๑๐-๑๕ ปีที่ผ่านมา คือ การลดลงของพื้นที่และระบบของการ
หมุนเวียนแปลงปลู ก ระบบการพักพื้นที่ ระบบการเผา อันเนื่องมาจากการเข้ามาของระบบตลาดใน
ระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับโลกที่สนับสนุนพืชเศรษฐกิจและพืชพาณิชย์ เช่นเดียวกับงานศึกษา
หลายชิ้น ที่เน้ นการอธิบายให้ เห็ นถึงความเชื่ อมโยงกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เชี่ยวกราดกับการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเกษตรกร ชาวนาและวิถีการเกษตรแบบแผ้วถาง การเผา การหมุนพักพื้นที่
ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและวิถีการดารงชีพของผู้คน แม้ระบบเกษตรลักษณะดังกล่าวนี้ถูกมองว่าเป็น
กิจกรรมที่ทาลายสภาพแวดล้อมมายาวนาน แต่ได้มีงานศึกษาวิจัยจานวนมากที่พิสูจน์ให้เราเห็ นว่า
ข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับในหนังสือเล่มนี้ ที่มีผู้เขียนหลายท่านได้อธิบายและนาเสนอ
ข้อถกเถียงอีกระลอกใหญ่ ด้วยประเด็นทางด้านประโยชน์และข้อดีต่างๆ ที่มีต่อระบบสภาวแวดล้อม
โดยเฉพาะการเชื่อมโยงศักยภาพในการดูดซับและจัดการ carbon ของระบบเกษตรกับยุคสมัยของ
สภาวการเปลี่ ย นแปลงภูมิอากาศโลก (climate change) เช่น เรื่องของ การอนุรักษ์แบบ “forest
carbon stock” “การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ” หรือการดาเนินการตามข้อตกลง REDD+ ที่ยังมีข้อ
ถกเถียงจากหลายฝ่าย (Meine Van Noordwijk และคณะ, ๒๐๑๕)
ในบทความเรื่อง “Biodiversity and Swidden Agroecosystems: An analysis and some
implications” ของ Percy Sajise (๒๐๑๕) สรุปข้อค้นพบสาคัญเกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทาง
ชีวภาพและระบบนิเวศเกษตรที่มีการแผ้วถางและการเผาว่าระบบเกษตรลักษณะดังกล่าวต้องมีระบบ
การหมุนเวียนรอบแปลง การพักและฟื้นฟูพื้นที่และการเผานั้น ไม่ได้เป็นสาเหตุของการสูญเสียความ
ความหลากหลายทางชีวภาพ แต่กลับพบว่าระบบเกษตรในลักษณะดังกล่าวเป็นตัวช่วยให้เพิ่มจานวน
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและความยั่งยืนของระบบนิเวศน์ในระยะยาว ลักษณะดังกล่าวเป็นระบบ
ที่มีความเฉพาะในตัวเองและเป็นวิถีทางเกษตรที่สร้างคุณประโยชน์ สร้างคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจสังคม
และวั ฒ นธรรม เป็ น รากฐาน เป็ น องค์ ป ระกอบที่ ส าคั ญ หากจะพู ด ถึ ง ความยั่ ง ยื น หรื อ ที่ เ รี ย กว่ า
“Sustainable swidden agroecosystem” Sajise อธิบายกรอบการวิเคราะห์ประเด็น Sustainable
swidden agroecosystem ที่ต้องตระหนักถึงหน้าที่ของตัวมันเองในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
และการปฏิสัมพันธ์กับระบบสังคม วัฒนธรรมที่ ระบบทั้งหมดเหล่านี้มีการทางานร่วมกันและสัมพันธ์กับ
สิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ภายนอกทั้งด้านของ biophysical และด้านสังคม รวมถึงอิทธิพลของนโยบายรัฐ
ตลาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างผลผลิตในวิถีการผลิต การดารงชีพ
และนิเวศบริการ (ecosystem service)
อย่างไรก็ตาม Sajise ยังชี้ให้เราได้ตระหนักถึงความอันตรายที่เกิดขึ้นกับการเปลี่ ยนแปลงต่อ
ระบบดังกล่าวที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับสถานการณ์การลดลงของพื้นที่ป่าในภาพรวม ซึ่งจะส่งผลกระทบกับ
ระบบนิเวศน์หลายด้าน เช่น การสู ญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะ
๑๐