ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๓๑
ค�ำร้องที่ ๕๔๔/๒๕๕๔ เรื่อง สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของเด็ก
ผูร้ อ้ งกับพวกรวม ๖ คน ได้รอ้ งเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมือ่ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
ว่า ผูอ้ ำ� นวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึง่ ใน จ.สุราษฎร์ธานี (ในขณะนัน้ ) มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงกับนักเรียน
และบริหารงานไม่โปร่งใส จึงขอให้ตรวจสอบ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณาค�ำร้องแล้วเห็นว่าเป็น
ประเด็นเกีย่ วกับสิทธิและเสรีภาพในชีวติ และร่างกายอันเกีย่ วเนือ่ งกับสิทธิเด็ก ซึง่ เป็นสิทธิทไี่ ด้รบั ความคุม้ ครองไว้ใน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเป็นกรณีทอี่ ยูใ่ นอ�ำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และมาตรา ๑๕
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ากระทรวงศึกษาธิการ โดยส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ได้มอบหมายให้ผู้อ�ำนวยการส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลายและคณะ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอ
แนวทางแก้ไขปัญหา และตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งข้อกล่าวหาของผู้ร้องไม่เป็นความจริงที่ว่าคณะกรรมการ
ไม่ตรวจสอบข้อมูลจากผู้ร้องและคณะ นอกจากนี้ ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๑ ได้แต่งตั้ง
คณะกรรมการ ๒ ชุดในการตรวจสอบ ซึ่งคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุดมีความเห็นว่าผู้ถูกร้องไม่ได้มีพฤติกรรมส่อไปใน
ทางทุจริต ส่วนประเด็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การใช้ถ้อยค�ำหยาบคาย การใช้ความ
รุนแรงกับนักเรียน เป็นต้น คณะกรรมการเห็นว่าไม่มีหลักฐานว่าผู้ร้องมีพฤติกรรมตามที่กล่าวหา คณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณาประเด็นค�ำร้องแล้ว เห็นว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔ ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่าด้วยเรื่องสิทธิ
เสรีภาพในชีวิตและร่างกายอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิเด็กนั้น รัฐธรรมนูญได้รับรองคุ้มครองว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและ
เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะ
กระท�ำมิได้ แต่การลงโทษตามค�ำพิพากษาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีโหดร้าย หรือ
ไร้มนุษยธรรม และบุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมายและได้รบั ความคุม้ ครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายหญิง
มีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นก�ำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความ
พิการ สภาพทางกายภาพหรือสุขภาพ สถานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเชือ่ ทางศาสนา การศึกษา
อบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขดั ต่อบทบัญญัตริ ฐั ธรรมนูญจะกระท�ำมิได้ ตามมาตรา ๓๐ ประกอบกับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้รับรองและคุ้มครองไว้ว่าห้ามมิให้ผู้ใดกระท�ำอันเป็นการทารุณกรรม
ต่อร่างกายหรือจิตใจเด็ก รวมถึงบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนที่ไม่สมควร ท�ำให้เด็ก
มีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระท�ำผิด
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีตามค�ำร้องเป็นประเด็นการบริหารภายในของหน่วยงานในสังกัด
ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมเขต ๑๑ ได้มีการ
แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นไปตามระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (สพฐ.) ได้ดำ� เนินการมอบหมายให้ผอู้ ำ� นวย
การส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลายและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเกิดความ
เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้ง ๒ ชุด ต่างมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า กรณี
ร้องเรียนดังกล่าวไม่มมี ลู ตามทีผ่ รู้ อ้ งกล่าวอ้าง ทัง้ นี้ ผูร้ อ้ งสามารถใช้สทิ ธิดำ� เนินการตามขัน้ ตอนที��่ ฎหมายก�ำหนดได้
70