กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๕๗ จึงเป็นกรณีที่อยู่ในอ�ำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ตามพระราชบัญญัติคณะ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และมาตรา ๑๕
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าพนักงานสอบสวน สถานีตำ� รวจภูธรเมืองตรัง ได้สง่ ส�ำนวนการสอบสวนและ
ส่งตัวผู้ต้องหา ๒ คนไปยังอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังแล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗
และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังได้พิพากษาลงโทษผู้ต้องหาไปแล้วหนึ่งราย ส่วนผู้ต้องหาที่ ๒ ยังไม่ได้รับ
ผลคดีจากส�ำนักงานอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง
คณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก สตรี และความเสมอภาคของบุคคล พิจารณาแล้ว
ปรากฏว่ากรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย โดยมีบุคคลพยายามข่มขืนกระท�ำ
ช�ำเราทีโ่ รงเรียน ซึง่ ขณะนัน้ ผูอ้ ำ� นวยการโรงเรียนได้ทราบเรือ่ งแต่กลับไม่ดำ� เนินการแก้ไขปัญหา ผูร้ อ้ งและผูป้ กครอง
ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กบั พนักงานสอบสวนแต่คดีไม่คบื หน้า ซึง่ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า กรณีตามค�ำร้อง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังได้พพิ ากษาลงโทษผูต้ อ้ งหาไปแล้ว ดังนัน้ เมือ่ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด
ตรังได้มคี ำ� พิพากษาแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจงึ ไม่อาจใช้อำ� นาจในการตรวจสอบและเสนอมาตรการ
การแก้ไขตามค�ำร้องได้ จึงเห็นควรยุติเรื่อง
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้พิจารณาค�ำร้องและความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ แล้ว เห็นควรยุติ
เรือ่ ง เนือ่ งจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังได้พพิ ากษาแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจงึ ไม่อาจ
ใช้อ�ำนาจในการตรวจสอบและเสนอมาตรการการแก้ไขได้ ตามนัยมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
อย่างไรก็ตาม เพือ่ ประโยชน์แก่การคุม้ ครองสิทธิมนุษยชน เห็นควรส่งเรือ่ งไปให้กระทรวงศึกษาธิการเพือ่ พิจารณา
ให้ก�ำชับหน่วยงานในสังกัดมีมาตรการดูแลผู้เสียหายและแนวทางป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นกรณีนี้อีก (รายงาน
ผลการพิจารณา ที่ ๗๙๑/๒๕๕๘)
๒๔
ค�ำร้องที่ ๙๓/๒๕๕๕: กรณีขอเปลีย่ นค�ำน�ำหน้านามให้ตรงกับสภาพเพศ
ผูร้ อ้ งร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่ามารดาของผูร้ อ้ งให้กำ� เนิดผูร้ อ้ งโดยสภาพเพศก�ำกวม
กล่าวคือ มีทั้งอวัยวะเพศหญิงและชายในร่างกาย บิดาแจ้งเกิดระบุว่าผู้ร้องเป็นเพศชาย ผู้ร้องจึงใช้ชีวิตเพศชายแต่
ใจเป็นหญิงจนกระทัง่ อายุ ๑๙ ปี ผูร้ อ้ งได้ผา่ ตัด อวัยวะเพศชายออก โดยความยินยอมของบิดาและมารดา ประกอบ
กับแพทย์โรงพยาบาล ศ. ได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีลักษณะจิตใจ การแสดงออก และความรู้สึกเป็นผู้หญิงชัดเจน ผู้ร้อง
จึงได้ปรึกษาเรื่องเปลี่ยนค�ำน�ำหน้านาม ณ ที่ว่าการอ�ำเภอแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ไม่สามารถด�ำเนินการให้ได้
ค�ำร้องนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่าอยู่ในอ�ำนาจพิจารณา จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ
ด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ บุคคลหลากหลายทางเพศ และการสาธารณสุข ด�ำเนินการตรวจสอบตามรายงานผล
การพิจารณา ที่ ๑๔๒/๒๕๕๗ พบข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯ ได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรม
การปกครอง แจ้งว่า กรณีของผู้ร้อง อยู่ในเกณฑ์ที่จะด�ำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลทะเบียนราษฎร์ เพื่อให้ถูกต้อง
61