กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
๑๐
ค�ำร้องที่ ๑๘๔/๒๕๕๐: กรณีผทู้ เี่ คยรับโทษให้จำ� คุกถูกจ�ำกัดสิทธิในการเข้ารับราชการ
ผู้ร้องเคยถูกด�ำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและศาลพิพากษาให้จ�ำคุก ๓ ปี ๖ เดือน ปัจจุบันผู้ร้องพ้นโทษเป็น
เวลากว่า ๕ ปี ประกอบอาชีพสุจริต ต้องการจะสอบเข้ารับราชการ แต่ถูกจ�ำกัดสิทธิดังกล่าว ผู้ร้องต้องการสอบ
เข้ารับราชการสังกัดรัฐสภา แต่เมือ่ โทรศัพท์ไปสอบถามได้รบั แจ้งว่า ผูร้ อ้ งไม่มสี ทิ ธิสอบและหากสอบได้คะแนนเต็ม
ก็ไม่สามารถเข้ารับราชการได้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบการ
ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบตั ทิ ไี่ ม่เป็นธรรมพิจารณาต่อไป ประเด็นการตรวจสอบ คือ การก�ำหนด
ลักษณะต้องห้ามของผูท้ จี่ ะเข้ารับราชการของรัฐสภา ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัตริ ะเบียบข้าราชการรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๕๔ กระทบต่อสิทธิของผู้ร้องหรือไม่ อย่างไร
คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้มาตรา ๓๗ ข (๗) จะก�ำหนดคุณสมบัติว่าต้องไม่เป็นผู้เคยได้
รับโทษจ�ำคุกโดยค�ำพิพากษาถึงที่สุดให้จ�ำคุก เว้นแต่เป็นโทษส�ำหรับความผิดที่กระท�ำโดยประมาทหรือความผิด
ลหุโทษ แต่มาตรา ๓๗ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ได้บญ
ั ญัตขิ อ้ ยกเว้นเพือ่ เปิดโอกาสให้ผมู้ ลี กั ษณะต้องห้าม
ตามข้อ ข (๗) ได้รบั การพิจารณายกเว้นคุณสมบัตดิ งั กล่าวได้ ฉะนัน้ ผูร้ อ้ งยังอาจได้รบั การพิจารณาให้เข้ารับราชการ
ได้ หากคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาพิจารณายกเว้นโดยต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจ�ำนวน
กรรมการทีม่ าประชุม คณะอนุกรรมการฯ จึงเห็นว่าผูร้ อ้ งยังไม่ถกู กระทบสิทธิในเรือ่ งการไม่สามารถเข้ารับราชการ
รัฐสภา เพราะเคยต้องค�ำพิพากษาถึงที่สุดให้จ�ำคุก ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๕๔ (รายงานผลการพิจารณา ที่ ๔๓/๒๕๕๕)
๑๑
ค�ำร้องท���่ ๒๒๙/๒๕๕๕: กรณีโรงเรียนไม่ออกเอกสารแสดงผลการจบหลักสูตรให้กับนักเรียน
โดยอ้างว่าไม่จ่ายค่าบ�ำรุงการศึกษา
ผู้ร้องเป็นนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ ได้ร้องเรียนว่าโรงเรียน ส. ไม่ออกเอกสารใบแสดงผลการ
เรียน และหลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โดยอ้างว่านักเรียนยังค้างค่าบ�ำรุงการ
ศึกษา และโรงเรียนยังมีพฤติกรรมใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักประกันเพื่อเรียกเก็บเงินค่าบ�ำรุงการศึกษาย้อนหลัง
จากนักเรียนบ่อยครั้ง ท�ำให้นักเรียนหลายรายต้องเสียสิทธิและโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาอื่น
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณาเห็นว่าเป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการศึกษา อัน
เป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับรองหรือคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเป็น
กรณีเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและอยู่ในอ�ำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพจิ ารณาตามมติของคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้านเด็ก สตรี และความเสมอภาคของบุคคล แล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
(ทีใ่ ช้อยูใ่ นขณะนัน้ ) ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชัว่ คราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในเรือ่ งสิทธิ
47