92
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๕
ตรวจคนเข้ า เมื อ งใช้ อ� ำ นาจตามพระราชบั ญ ญั ติ ค นเข้ า เมื อ ง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ มาบั ง คั บ ใช้
ให้คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรได้ภายใต้เงื่อนไขที่ก�ำหนด จนกว่าจะส่งตัวบุคคล
กลุ่มดังกล่าวไปประเทศอื่นที่เหมาะสม และกรณีที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย ควรจัดระบบงาน
เพื่ อ ควบคุ ม ดู แ ลให้ บุ ค คลอยู ่ ใ นสถานที่ แ ละบริ เวณที่ ก� ำ หนด โดยไม่ จ� ำ เป็ น ต้ อ งกั ก ตั ว ไว้ ใ นส� ำ นั ก งาน
ตรวจคนเข้าเมืองโดยอาจขอความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และหากเพื่อลดภาระ
การเลี้ยงดูบุคคลและครอบครัว อาจอนุญาตให้ท�ำงานได้
๓)
การประเมินสถานการณ์สิทธิเด็ก
ในรอบปี ๒๕๕๕ กสม. เห็นว่า แม้รัฐจะได้ก�ำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ แผนงาน มาตรการและ
ระดมทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาเด็ก แต่ก็พบว่ายังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการต่างๆ กสม. พิจารณาว่า
รัฐบาลควรเพิ่มการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาเด็ก เช่น การจัดล�ำดับความส�ำคัญในการจัดสรร
งบประมาณให้กองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนค้ามนุษย์ ให้อยู่ในล�ำดับต้น
นอกจากนี้ ยั ง มี ส ถานการณ์ ส� ำ คั ญ อื่ น ๆ ซึ่ ง กสม. ได้ รั บ ฟั ง เสี ย งสะท้ อ นจากองค์ ก รเครื อ ข่ า ย
ด้านเด็ก ได้แก่ ปัญหาเด็กเร่ร่อน โดยเฉพาะเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นเด็กเร่ร่อนในประเทศไทย
มีจ�ำนวนมากขึ้น ซึ่งรัฐควรจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาภายหลังการเปิดประชาคมอาเซียน และ
องค์กรเอกชนด้านเด็กในประเทศไทยประสบปัญหาการขาดเงินทุนสนับสนุน ซึ่งเคยได้รับจากแหล่งทุน
ต่ า งประเทศ ท� ำ ให้ มี บ างองค์ ก รต้ อ งยุ ติ ก ารท� ำ งานลง รวมทั้ ง กสม. เห็ น ว่ า รั ฐ ต้ อ งเร่ ง สร้ า งความรู ้
ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับปัญหาการตั้งครรภ���ในวัยรุ่น และยังมีความจ�ำเป็นที่รัฐต้องปรับ
และพัฒนาระบบการให้บริการช่วยเหลือและผสานความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา
ในลักษณะครบวงจรให้สามารถส่งต่อและช่วยเหลือปัญหาเด็กได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ รัฐควรเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติปราบปรามสิ่งยั่วยุพฤติกรรม
อันตราย พ.ศ. .... เพื่อใช้เป็นมาตรการการป้องกันและปราบปรามการกระท�ำผิดตามพิธีสารเลือกรับ
เรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณี และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก
ประการส�ำคัญ จากการตรวจเยี่ยมและประชุมร่วมกับคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดและ
สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก กสม. พบว่า ยังขาดกลไกการประสานงานที่ส�ำคัญระหว่างคณะกรรมการ
ระดับชาติและคณะกรรมการระดับจังหวัด รวมทั้งการด�ำเนินการเพื่อส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองเด็ก
ในลักษณะทีมสหวิชาชีพในระดับจังหวัดอย่างแท้จริง หากจะประสบความส�ำเร็จต้องอาศัยทีมงานที่มี
ความสัมพันธ์และร่วมงานกันในลักษณะส่วนตัวมากกว่าการด�ำเนินการอย่างเป็นระบบ ควรวิเคราะห์
ประเมินสถานการณ์ปัญหาที่ต้องได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมเป็นรายจังหวัด ควรใช้กลไกคณะกรรมการ
คุ้มครองเด็กจังหวัดเป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมปกป้องและคุ้มครองเด็กอย่างแท้จริง รวมทั้งยังพบปัญหา
อั น เนื่ อ งจากการบั ง คั บ ใช้ พ ระราชบั ญ ญั ติ ศ าลเยาวชนและครอบครั ว และวิ ธี พิ จ ารณาคดี เ ยาวชนและ
ครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งขณะนี้ กสม. อยู่ระหว่างการหารือกับผู้เกี่ยวข้องอีกด้วย