88 รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๕ ท้ า ยสุ ด กรณี ดั ง กล่ า วนี้ กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร โดยส� ำ นั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษา ขั้นพื้นฐาน ได้ประกาศนโยบายรับนักเรียนว่า “การรับการบริจาคเงินจะไม่มีผลกับการแลกเก้าอี้เข้าเรียน และการจัดสรรโอกาส การเข้าเรียนจะต้องไม่มีเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการเข้าเรียน” โดย กสม. อยู่ระหว่างการติดตามว่าได้มีการด�ำเนินการตามนโยบายดังกล่าว หรือไม่ (๒.๓) กรณีกระทรวงศึกษาธิการออกกฎ ระเบียบเกี่ยวกับการตัดผม ของนักเรียน นักศึกษา กสม. ได้รับค�ำร้องเรียนกรณีกระทรวงศึกษาธิการออกกฎ ระเบียบเกี่ยวกับการตัดผมของ นักเรียน นักศึกษา และได้ด�ำเนินการตรวจสอบ และมีข้อสรุปว่า แนวทางปฏิบัติแต่ละสถานศึกษาหรือ แต่ละโรงเรียนยังปฏิบัติไม่เหมือนกันและมีการเลือกปฏิบัติ กับทั้งไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จึงท�ำให้เกิดมาตรฐานในการปฏิบัติแตกต่างกัน นอกจากนี้ การที่โรงเรียนบางแห่ง อนุญาตให้นักเรียนสามารถไว้ผมยาวได้เป็นการเฉพาะรายเนื่องจากมีเหตุผลความจ�ำเป็นไม่ถือว่าเป็นการ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ทั้งนี้ เพราะโรงเรียนสถานศึกษาได้ผ่อนผันให้กับนักเรียนที่ไว้ผมยาวโดยมีเหตุผลความจ�ำเป็นตามสภาพ ของนักเรียนเป็นการเฉพาะรายตามความเหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติต่อเด็กโดยค�ำนึงถึงความเป็นธรรม และประโยชน์สูงสุดของนักเรียนสอดคล้องกับ มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่บัญญัติว่า “การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใดให้ค�ำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นส�ำคัญ และไม่ให้มีการ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” แต่โรงเรียนบางแห่งก็ไม่อนุญาตไม่���่ากรณีใดจึงจ�ำเป็นต้องมีข้อเสนอแนะ ให้ปรับปรุงแก้ไขทั้งระบบ ทั้งนี้ กสม. ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีสรุปได้ว่า “คณะรัฐมนตรีโดย กระทรวงศึกษาธิการควรได้มีการพิจารณาทบทวนปรับปรุงและแก้ไขกฎกระทรวง เกี่ยวกับเรื่องแบบ ทรงผมของนักเรียน ซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยยกเลิกกฎกระทรวงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยค�ำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และประโยชน์สูงสุดของ เด็กนักเรียน รวมทั้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อก�ำหนดให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติที่เป็น มาตรฐานกลาง เกี่ยวกับเรื่องแบบทรงผมของนักเรียนให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาปฏิบัติไปในทิศทาง เดียวกัน สามารถก�ำหนดหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นได้ตามเหตุผลความจ�ำเป็น ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการเลือก ปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วย” การเสนอแนะดังกล่าวได้รับการตอบรับจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยในขณะนี้ กระทรวง ศึกษาธิการได้ก�ำหนดแนวทางในการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานกลางเกี่ยวกับเรื่องแบบทรงผมของนักเรียน ด้วยแล้ว และได้มีการเสนอให้ปรับปรุงกฎกระทรวงในเรื่องนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของ กสม.

Select target paragraph3