41
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๕
๓)
การประเมินสถานการณ์การแสดงความคิดเห็น การชุมนุมทางการเมือง
ในการสร้างความสมานฉันท์ รัฐบาลได้แต่งตั้ง คอป. ซึ่งได้จัดท�ำรายงานฉบับสมบูรณ์ โดยมีข้อเสนอ
เช่น การน�ำผู้กระท�ำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยเคารพสิทธิของผู้ต้องหา จ�ำเลย ผู้เสียหาย เยียวยา
ฟื ้ น ฟู ผู ้ ถูก ด�ำเนินคดีโดยไม่เ ป็นธรรม ไม่เร่งรัดการนิรโทษกรรม ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมว่าด้ว ย
ศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่รัฐบาลได้ตอบรับข้อเสนอแนะเพียงบางข้อ เช่น การช่วยเหลือเยียวยาด้าน
การเงิ น แก่ ผู ้ เ สี ย หายจากเหตุ ก ารณ์ ค วามรุ น แรงทางการเมื อ ง ขณะเดี ย วกั น กลั บ เร่ ง รั ด การจั ด ท� ำ
ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมอันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับข้อเสนอของ คอป.
การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพที่ประชาชนต้องได้รับการรับรองและคุ้มครอง
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๓ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังบัญญัติให้
รัฐจะต้องเคารพสิทธิของประชาชนทุกคน ทั้งสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน รวมถึงกติกา
ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ ๑๙ และ ๒๑ อีกด้วย แต่การที่
รัฐบาลมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ การตั้ง
จุดสกัดผู้ที่จะเข้ามาร่วมการชุมนุม เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองขององค์กรพิทักษ์สยาม
และเครือข่าย ซึ่งเป็นการชุมนุมของกลุ่มที่มีความเห็นที่ตรงข้ามกับฝ่ายรัฐบาลนั้น แสดงให้เห็นว่า รัฐบาล
ไม่ได้ให้การรับรองเสรีภาพในการชุมนุมตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วย
สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งบัญญัติว่า การจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญ
รับรองไว้จะกระท�ำได้ แต่โดยอาศัยอ�ำนาจบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจะกระทบกระเทือนสาระส�ำคัญ
แห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นไม่ได้ ซึ่งพระราชบัญญ��ติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑
มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง แก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคง
ภายในราชอาณาจักร ดังนั้น การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังกล่าวก่อนการชุมนุม การสกัดการชุมนุม การใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
โดยยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงที่จะกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ จึงไม่สอดคล้อง
กับเจตนารมณ์แห่งกฎหมายทั้งสองฉบับ