ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (๑) ลักษณะของสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญนั้นมักรวมเอาสิทธิมนุษยชนเข้าไปด้วย ถือว่าเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชนภายในประเทศว่าควรได้รับสิทธิใดบ้าง ในบางทฤษฎีถือว่าสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานไม่อาจมี ตัวบทรัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ มายกเลิกเพิกถอนสิทธิดังกล่าวออกไปได้ และไม่มีความจ�ำเป็นต้องบัญญัติไว้ในตัวบท รัฐธรรมนูญทั้งหมด เนื่องจากเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่รัฐจ�ำเป็นต้องคุ้มครอง และถือว่าสิทธิและเสรีภาพเหล่านั้นได้รับการ รับรองท�ำนองเดียวกันกับจารีตประเพณีในรัฐธรรมนูญ หากประเทศไทยจะรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ตามรัฐธรรมนูญจ�ำเป็นต้องระบุให้ชัดเจน เนื่องจากหากไม่ระบุให้ชัดเจนอาจกลายเป็นเพียงสิทธิทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่อาจถูกยกเลิกเพิกถอนโดยตัวบทรัฐธรรมนูญที่ออกมาแก้ไขในภายหลังได้ (๒) ลักษณะของสิทธิทางกฎหมาย (Legal Rights) ตามรัฐธรรมนูญนั้น มักจะมีลักษณะเป็นสิทธิที่ รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ใช่สิทธิมนุษยชนหรือสิทธิขั้นพื้นฐาน และสิทธินี้อาจยกเลิกเพิกถอนได้โดยตัวบท รัฐธรรมนูญที่ออกมาแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง ความมุ่งหมายของการรับรองสิทธินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อมิให้รัฐออก กฎหมายมายกเลิกเพิกถอนสิทธิ หรือละเมิดสิทธินั่นเอง แต่มิได้มีความประสงค์จะให้สิทธินี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น เอกสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในสมัยประชุมรัฐสภา หรือสิทธิในการได้รับการ ศึกษาถึงขั้นปริญญาเอกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นต้น หากประเทศไทยรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในลักษณะนี้ย่อมหมายความว่าสิทธินี้สามารถยกเลิกเพิกถอนได้ในภายหลังด้วย ดังนั้น การวิเคราะห์ว่าสิทธิต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในตัวบทรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิตาม รัฐธรรมนูญส�ำหรับประเทศทีม่ อี งค์กรทีท่ ำ� หน้าทีใ่ นการคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิง่ ทีม่ คี วามส�ำคัญอย่างมาก เนือ่ งจาก องค์กรที่ท�ำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจะต้องคุ้มครองเฉพาะสิทธิที่เป็นสิทธิมนุษยชนอันเป็นสากลและมีค่า บังคับเทียบเท่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากองค์กรดังกล่าวน�ำสิทธิที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแต่มิใช่สิทธิมนุษยชน มาคุ้มครองประชาชนด้วยก็เท่ากับว่า องค์กรนั้นท�ำหน้าที่เกินขอบอ�ำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้ ๒.๒.๔ กลุ่มคนหรือชุมชนกับการเป็นผู้ทรงสิทธิมนุษยชน: กรณีของสิทธิชุมชน แต่เดิมนักวิชาการเห็นว่าสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของปัจเจกบุคคลแต่ละคนที่มีมาตั้งแต่เกิด มนุษย์ทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วย่อมถือว่าต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐทุกรัฐในโลกเกี่ยวกับสิทธิม���ุษยชน เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิใน ร่างกาย สิทธิในทรัพย์สิน เสรีภาพในการแสดงออก การเคลื่อนไหว การไม่เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิว เป็นต้น จะเห็นว่า สิทธิหรือเสรีภาพเหล่านี้เป็นสิทธิที่มนุษย์แต่ละคนมีสิทธิอ้างเพื่อใช้ยันกับรัฐให้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของตนได้เมื่อ ถูกละเมิดสิทธิ ในเวลาต่อมาจึงมีการน�ำแนวคิดของสิทธิเชิงกลุม่ ทีป่ รากฏอยูใ่ นมาตรา ๑ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในปี ๑๙๖๖ ไปใช้คุ้มครองชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (Indigenous Peoples’ Rights) และเมื่อสิทธิในช่วงที่สามได้มีการกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการพัฒนา สิทธิในสันติภาพ ซึ่งเป็นสิทธิร่วมกัน (Collective Rights) หรือแนวคิด Solidarity Rights เกิดขึ้นมา ท�ำให้สิทธิชุมชน (Community Rights) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน ล่าสุดในปี ค.ศ. ๒๐๐๗ องค์การสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของ ชนพื้นเมืองขึ้น โดยมี ๑๔๓ ประเทศลงคะแนนให้การรับรองปฏิญญาฉบับนี้ โดยปฏิญญาฉบับนี้สร้างความชัดเจนถึงสิทธิ ของชนพื้นเมืองมากยิ่งขึ้น มีทั้งสิทธิที่เป็นสิทธิเชิงกลุ่ม (Collective Rights) และสิทธิเชิงปัจเจก (Individual Rights) ที่ กล่าวไว้ในปฏิญญาฉบับนี้ 71

Select target paragraph3