รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
โดยตรง แต่ ไ ด้ รั บ จั ด สรรงบประมาณอย่ า งจ� ำ กั ด
รวมไว้ในรายการการฝึกอบรม และประชาสัมพันธ์ ทัง้ ที่
กิ จ กรรมเพื่ อ การสร้ า งเสริ ม ความตระหนั ก ด้ า น
สิทธิมนุษยชน ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์
ท�ำให้ต้องแบ่งจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ส�ำหรับ
การด� ำ เนิ น ภารกิจสนับสนุนในส่วนของส�ำนักงาน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดว้ ย ประกอบกับ
งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรตามรายการข้างต้น
มีจ�ำนวนค่อนข้างน้ อ ยอยู ่ แ ล้ ว จึ ง เป็ น ข้ อ จ� ำ กั ด ให้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รบั การจัดสรร
งบประมาณไม่เพียงพอส�ำหรับการด�ำเนินการตามหน้าที่
และอ�ำนาจหลัก ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุ ท ธศั ก ราช 2560 และพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พ.ศ. 2560
4.1.2 ปั ญ หา อุ ป สรรคด้ า นกฎหมาย ในกรณี ที่
22
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อยุติความขัดแย้ง
ทีเ่ กิดขึน้ ซึง่ การด�ำเนินงานทีผ่ า่ นมาตามพระราชบัญญัติ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542
มาตรา 27 บัญญัติให้คณะกรรมการอาจด�ำเนินการ
ไกล่เกลีย่ บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระหว่าง
การพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพือ่ ให้
คู่กรณีท�ำความตกลงเพื่อประนีประนอมและแก้ไข
ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ซึง่ ได้มกี ารไกล่เกลีย่
ได้ผลส�ำเร็จเป็นทีย่ อมรับของคูก่ รณี แต่พระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการ
มีหน้าที่และอ�ำนาจในการด�ำเนินการไกล่เกลี่ยบุคคล
หรือหน่วยงานไว้ ท�ำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติไม่มหี น้าทีแ่ ละอ�ำนาจทีจ่ ะด�ำเนินการไกล่เกลีย่
อันเป็นหน้าทีแ่ ละอ�ำนาจทีส่ ถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พึงมีตามหลักการปารีส
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นสมควร
4.1.3 ปั ญ หา อุ ป สรรคด้ า นการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ข อง
ด� ำ เนิ น การไกล่ เ กลี่ ย ประนี ป ระนอมข้ อ พิ พาท
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในด้านสิทธิมนุษยชน
1) คณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ
ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเหลือเพียง 3 คน
ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 มาตรา 246 และพระราชบัญญัติประกอบ
รั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน
แห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 บัญญัตใิ ห้คณะกรรมการ
สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ ป ระกอบด้ ว ยกรรมการ
จ�ำนวน 7 คน ต่อมาปรากฏว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3
ของปี ง บประมาณ พ.ศ. 2562 ได้ มี ก รรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติลาออกจากการอยูป่ ฏิบตั หิ น้าที่
ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ย
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560
มาตรา 60 ท�ำให้มผี ปู้ ฏิบตั หิ น้าทีก่ รรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติเหลือเพียง 3 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่
1 สิงหาคม 2562 จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562
ท�ำให้ไม่อาจด�ำเนินการประชุมและลงมติเกี่ยวกับการ
ด�ำเนินงานตามหน้าที่และอ�ำนาจของคณะกรรมการ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 มาตรา 247 (1) และพระราชบัญญัติประกอบ
รั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน
แห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (1) บัญญัติให้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมหี น้าทีแ่ ละอ�ำนาจ
ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับ
การละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ลา่ ช้า และเสนอ
มาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือ
แก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทัง้ การเยียวยาผูไ้ ด้รบั
ความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงาน
ของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในการแก้ไขปัญหา
กรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นั้น ตามหลักการปารีสว่าด้วยสถานะและหน้าที่ของ
สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Paris Principles
Relating to National Human Rights Institutions:
Paris Principles) ก�ำหนดว่า หน้าที่ที่จ�ำเป็นของ
สถาบั น สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ ควรครอบคลุ ม ถึ ง
การแสวงหาข้อตกลงทีน่ า่ เชือ่ ถือและปรองดอง โดยใช้