รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 106 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 3) ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและ ่ คุม ้ ครองสิทธิมนุษยชนต่อร่างพระราชบัญญัตก ิ ารไกล่เกลีย ข้อพิ พาท พ.ศ. .... ประเด็น/ความเป็นมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นควรให้มกี าร พิ จ ารณาศึ ก ษา รวบรวมข้ อ เท็ จ จริ ง และวิ เ คราะห์ กรณี ก ารสนั บ สนุ น และผลั ก ดั น ร่ า งพระราชบั ญ ญั ติ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. .... เพื่อให้สอดคล้องกับหลัก สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน ต่ อ คณะรั ฐ มนตรี แ ละสภานิ ติ บั ญ ญั ติ แห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1) ควรก�ำหนดนิยามของค�ำว่า “คู่กรณี” ในมาตรา 3 ให้ ชั ด เจน เช่ น “คู ่ ก รณี ต ามข้ อ พิ พ าททางอาญา” หมายความรวมถึ ง ผู ้ มี อ�ำนาจจั ด การแทนผู ้ เ สี ย หาย ตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา “คูก่ รณีตาม ข้อพิพาททางแพ่ง” หมายรวมถึงผู้แทนโดยชอบธรรม และผู้อนุบาล เป็นต้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจ เกิดขึ้นในกระบวนการไกล่เกลี่ย รวมทั้งเพื่อความถูกต้อง สมบูรณ์ของการตกลงระงับข้อพิพาทและยุตกิ ารด�ำเนินคดี 2) ควรพิ จ ารณาทบทวนบทบั ญ ญั ติ ม าตรา 4 ให้ ค รอบคลุ ม หน่ ว ยงานของรั ฐ ที่ จ ะต้ อ งปฏิ บั ติ ต าม พระราชบัญญัตินี้ให้มีความชัดเจน เป็นต้นว่า “มาตรา 4 หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามทีก่ �ำหนดไว้ในกฎหมายนัน้ เว้นแต่ในกรณีใด ที่ไม่มีกฎหมายก�ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ย ในเรื่องใดไวเป็นการเฉพาะ ให้น�ำหลักเกณฑ์และวิธีการ ตามที่ก�ำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับ” เพื่อให้ สอดคล้องกับสถานะของการเป็นกฎหมายกลางว่าด้วย การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 3) ควรพิจารณาทบทวนบทบัญญัติมาตรา 5 ก�ำหนด ให้น�ำหลัก “อายุความสะดุดหยุดอยู่” มาใช้แทนการขยาย ระยะเวลาออกไป 60 วัน และส�ำหรับข้อพิพาททางอาญา เห็นควรเพิม่ เติมบทบัญญัตวิ า่ “ส�ำหรับข้อพิพาททางอาญา ในกรณี ที่ ผู ้ เ สี ย หายและผู ้ ถู ก กล่ า วหาไม่ ยิ น ยอมตามที่ ไกล่เกลี่ย ให้จ�ำหน่ายข้อพิพาทนั้นแต่เพื่อประโยชน์ในการ ที่ผู้เสียหายจะไปด�ำเนินคดีต่อไป อายุความการร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายอาญาให้เริ่มนับแต่วันที่จ�ำหน่าย ข้ อ พิ พ าทหรื อ นั บ แต่ วั น ที่ ศ าลมี ค�ำสั่ ง ถึ ง ที่ สุ ด ไม่ บั ง คั บ ตามข้อตกลงระงับข้อพิพาท” เพื่อป้องกันการใช้สิทธิ โดยไม่ สุ จ ริ ต ในการประวิ ง คดี และคุ ้ ม ครองสิ ท ธิ ข อง ผู้เสียหายในการด�ำเนินคดีอาญา 4) ควรก�ำหนดให้ชดั เจนในมาตรา 8 (2) ว่า ผูข้ นึ้ ทะเบียน เป็ น ผู ้ ไ กล่ เ กลี่ ย ควรประกอบด้ ว ยผู ้ มี ป ระสบการณ์ ในแต่ละด้านซึง่ มีความหลากหลาย อย่างน้อยควรประกอบด้วย ผูม้ ปี ระสบการณ์ดา้ นกฎหมายเฉพาะด้านการประนีประนอม ข้ อ พิ พ าททางแพ่ ง หรื อ ทางอาญาด้ า นวิ ช าชี พ ต่ า ง ๆ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการสังคมสงเคราะห์ ด้านจิตวิทยา ด้านการพัฒนาชุมชน ด้านอาชญาวิทยา หรือด้านอืน่ ๆ ทีจ่ �ำเป็น และเป็นประโยชน์ตอ่ การไกล่เกลีย่ ข้อพิพาทตามทีก่ �ำหนด ในกฎกระทรวง โดยให้หน่วยงานทีบ่ คุ คลนัน้ เคยท�ำงานหรือ มีประสบการณ์ทเ่ี กีย่ วข้องกับหน่วยงานนัน้ ๆ เป็นผูร้ บั รอง 5) ควรแก้ ไ ขบทบั ญ ญั ติ ม าตรา 12 วรรคสอง ว่ า “ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหลายคน หากมีการ ตั้งข้อรังเกียจผู้ไกล่เกลี่ยตามวรรคหนึ่งโดยคู่กรณีคนใด คนหนึง่ ในฝ่ายเดียวกันให้มกี ารพิจารณาข้อรังเกียจดังกล่าว ร่วมกันเพือ่ พิจารณาถอดถอนผูไ��� กล่เกลีย่ และตัง้ ผูไ้ กล่เกลีย่ คนใหม่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้นต่อไป” และมีควรบัญญัติผลของการถูกถอดถอนตามมาตรา 13 ให้ เ กิ ด ความชั ด เจน โดยเฉพาะการถู ก ถอดถอนตาม มาตรา 12 วรรคหนึง่ ประกอบมาตรา 13 (4) ให้เห็นความแตกต่าง กับเพิกถอนตามมาตรา 15 (3) ที่มีผลท�ำให้ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 8 6) ควรแก้ไขปรับปรุงมาตรา 33 ก�ำหนดให้ข้อพิพาท ทีเ่ กีย่ วกับการกระท�ำความผิดเกีย่ วกับเพศ ความผิดเกีย่ วกับ การทารุ ณ กรรมต่ อ เด็ ก สตรี และบุ ค คลในครอบครั ว เป็ น ข้ อ พิ พ าททางอาญาที่ ไ ม่ ส ามารถไกล่ เ กลี่ ย ได้ ตามพระราชบัญญัตนิ ี้ เนือ่ งจากผูเ้ สียหายมีสทิ ธิทจี่ ะร้องขอ คุ้มครองสวัสดิภาพและมีมาตรการพิเศษตามกฎหมาย เฉพาะประเภทนั้น ๆ อยู่แล้ว ซึ่งมีความเหมาะสมกว่า การใช้กระบวนการทางอาญา

Select target paragraph3