๒.๒ การทีค่ ณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิตบิ ญ
ั ญัตแิ ห่งชาติมมี ติให้คณะรัฐมนตรีนำ� ร่างพระราชบัญญัตปิ อ้ งกัน
และปราบปรามการทรมานฯ กลับไปทบทวนอีกครั้งนั้นถือว่าเป็นการท�ำให้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาการกระท�ำ
ทรมานและการบังคับสูญหายในเชิงโครงสร้างต้องสะดุดลง กระบวนการตรากฎหมายฉบับนี้จึงมีความล่าช้าออกไป ทั้งที่
ความล่าช้าในการตรากฎหมายดังกล่าวเป็นข้อห่วงกังวลที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประจ�ำกติกา ICCPR น�ำเสนอต่อ
ประเทศไทยในการตรวจสอบรายงานการปฏิบตั งิ านตามวาระฉบับทีส่ องของประเทศไทยต่อกติกา ICCPR เมือ่ เดือนมีนาคม
๒๕๖๐ นอกจากนี้ อาจไม่สอดคล้องกับแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ ที่มีข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการให้ก�ำหนด
ให้การกระท�ำทรมานเป็นความผิดอาญาภายในปี ๒๕๖๑
ข้อเสนอแนะ
๑. คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควรเร่งด�ำเนินการให้สอดคล้องกับอนุสัญญา CAT ซึ่งประเทศไทย
เป็นภาคีผ่านการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยการก�ำหนดให้การกระท�ำทรมานและ
การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา
๒. แม้ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CAT และมีความพยามในการยกร่างกฎหมายภายในให้สอดคล้อง
ด้วยการผนวกหลักการและสาระส�ำคัญของอนุสัญญา CAT และอนุสัญญา CPED ไว้ด้วยกันแล้วนั้น แต่รัฐบาลควรศึกษา
ความเป็นไปได้ในการให้สัตยาบันอนุสัญญา CPED ด้วย
๓. รัฐบาลควรจัดให้มกี ลไกการร้องเรียนและให้มกี ารสอบสวนโดยพลัน เป็นกลาง และอย่างรอบด้านต่อข้อกล่าวหา
และข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานและการบังคับสูญหาย
๔. รัฐบาลควรประกันว่าจะแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระท�ำทรมาน และในกรณี
การบังคับสูญหายให้มีการชี้แจงถึงชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้ตกเป็นเหยื่อ และประกันว่าจะมีการแจ้งให้ญาติของพวกเขา
ได้ทราบความคืบหน้าและผลการสอบสวน
๕. รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มการอบรมให้กับเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อให้เกิดความ
เคารพอย่างเต็มที่ต่อสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการใช้ก�ำลังอย่างเหมาะสม และการขจัดการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย
80 | รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๐