จากข้อมูลข่าวสารทีเ่ ป็นอันตราย การช่วยเหลือบิดามารดาผูป้ กครองให้สามารถเลีย้ งดูเด็กได้ การคุม้ ครองจากความรุนแรงทัง้ ปวง
การดูแลทางเลือกส�ำหรับเด็ก การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม การร้องขอสถานะผู้ลี้ภัย การดูแลเด็กพิการ การดูแลสุขภาพและ
การสาธารณสุขส�ำหรับเด็กและมารดา การประกันสังคม การได้รับมาตรฐานการด�ำรงชีวิตที่เพียงพอ การศึกษา การพัฒนา
บุคลิกภาพ การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม นันทนาการ การคุ้มครองจากการถูกแสวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ยาเสพติด ทางเพศ การลักพา ขาย ค้าเด็ก การคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์ทุกรูปแบบ การถูกทรมานหรือลงโทษที่โหดร้าย
ไร้มนุษยธรรม การพิพาทด้วยอาวุธ การฟื้นฟูจิตใจและการกลับคืนสู่สังคม การคุ้มครองเด็กที่ต้องประสบปัญหาด้านกฎหมาย
และต้องเข้าสูก่ ระบวนการยุตธิ รรม และผลกระทบของอนุสญ
ั ญานีต้ อ่ กฎหมายเดิมทีม่ อี ยู่ ส่วนที่ ๒ (ข้อ ๔๒-๔๕) ว่าด้วยการเผย
แพร่อนุสัญญา คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็ก การเสนอรายงาน การส่งเสริมการปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่วนที่ ๓ (ข้อ ๔๖-๕๔) ว่าด้วยการลงนามเข้าเป็นภาคี การมีผลใช้บังคับ การแก้ไข การตั้งและ
การถอนข้อสงวน
นอกจากนี้ ไทยได้เข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จ�ำนวน ๓ ฉบับ ได้แก่ (๑)
เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันทางก�ำลังอาวุธ (Optional Protocol to the Convention on the Rights of
the Child on the involvement of children in armed conflict) (๒) เรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณีเด็กและสื่อลามก
ที่เกี่ยวกับเด็ก (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on the sale of children, child
prostitution and child pornography) และ (๓) เรือ่ งกระบวนการติดต่อร้องเรียน (Optional Protocol to the Convention
on the Rights of the Child on a communications procedure)
๔) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD)
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ และมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
โดยท�ำค�ำแถลงตีความ ๑ ข้อ เกี่ยวกับเรื่องการบังคับใช้ภายในประเทศต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และสนธิสญ
ั ญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทีไ่ ทยเป็นภาคี และได้ทำ� ข้อสงวนไว้ ๒ ข้อ ได้แก่ ข้อ ๔ ในเรือ่ งการด�ำเนินมาตรการ
ขจัดการเลือกปฏิบัติเท่าที่จ�ำเป็น และข้อ ๒๒ ในเรื่องการระงับข้อพิพาทโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
เนื้อหาของอนุสัญญามี ๓ ส่วน ๒๕ ข้อ ส่วนแรก (ข้อ ๑-๗) เป็นสารบัญญัติว่าด้วยสิทธิต่าง ๆ โดยก�ำหนด
ความหมายของ “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” การตีความและมาตรการพิเศษที่จัดขึ้นตามความจ�ำเป็นด้วยเจตนาเพื่อประกัน
ความก้าวหน้าของหมูช่ นบางกลุม่ ทีต่ อ้ งการความคุม้ ครองและสิทธิเสรีภาพขัน้ พืน้ ฐาน การประณามการเลือกปฏิบตั ทิ างเชือ้ ชาติ
และการประกันการไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคล กลุ่ม หรือสถาบัน หรือสนับสนุนการเลือกปฏิบัติเหล่านี้ การด�ำเนินมาตรการที่จะ
แก้ไขกฎระเบียบที่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติด้วยวิธีการที่เหมาะสมและสนับสนุนการประสานเชื้อชาติเข้าด้วยกัน การจัดให้มี
มาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อสนับสนุนการคุ้มครองกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม เพื่อให้ได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาค การประณาม
การแบ่งแยกทางเชื้อชาติ ผิว การโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องความเหนือกว่าของบางชนกลุ่ม การเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ
การลงโทษตามกฎหมายแก่การกระท�ำที่ประณามเหล่านี้ และห้ามการด�ำเนินการส่งเสริมกระตุ้นการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
ของรัฐ การประกันสิทธิของทุกคนให้เสมอภาคกันตามกฎหมายภายใต้ศาลและกระบวนการยุตธิ รรม การคุม้ ครองของรัฐ การใช้
สิทธิอย่างทั่วถึงและเสมอภาคในทางการเมือง กิจกรรม สาธารณะและบริการสาธารณะ สิทธิของพลเมืองในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง
เช่น การมีถนิ่ พ�ำนัก การครองสัญชาติ การสมรสและเลือกคูส่ มรส การรับมรดก สิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น การนับถือศาสนา
การชุมนุม สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งในด้านการท�ำงาน ที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข การศึกษา กิจกรรมทาง
วัฒนธรรมและบริการต่าง ๆ และการประกันสิทธิของรัฐที่จะให้ความคุ้มครองแก่ทุกคนในอาณาเขตจากการเลือกปฏิบัติเหล่านี้
รวมถึงสิทธิที่จะร้องขอค่าทดแทนจากศาลเพื่อชดใช้ความเสียหายอันเป็นผลจากการเลือกปฏิบัติเหล่านี้ ส่วนที่ ๒ (ข้อ ๘-๑๖)
ว่าด้วยคณะกรรมการ การเสนอรายงาน การรับข้อร้องเรียนระหว่างรัฐ การด�ำเนินการ การไกล่เกลี่ยและการยุติข้อพิพาท
ของคณะกรรมการ และส่วนที่ ๓ (ข้อ ๑๗-๒๕) ว่าด้วยการลงนามเข้าเป็นภาคี การมีผลบังคับใช้เงื่อนไขในการตั้งข้อสงวนและ
การถอนข้อสงวน การเพิกถอนอนุสัญญา และการเสนอข้อพิพาทสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
70
บทที่ ๔ สถานการณ์สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘